ReadyPlanet.com


แยกสอน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์


ตามที่มีข่าวที่ สพฐ. จะให้แยกเรียนประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ออกมานั้น อาจตกใจ หงุดหงิดกันไปบ้าง แซวกันว่ามีนโยบายยออกมารายวันอีกแล้ว

ก็สมควรจะทำให้เกิดอารมณ์กันแบบนั้น นั่นเป็นเพราะต้นตอของปัญหามาจากการไปแนะนำ อบรม สั่งสอน การทำหลักสูตร ให้กับ รร. แบบผิดทิศผิดทาง ก็ต้องตามมาปรับแก้แบบนี้แหละ หลงทางกันไปหลายปี เรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้ แบบนี้ แต่อย่าเป็นลิงแก้แห ก็แล้วกัน

ต้นตอของการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือการพยายามจะยัดเยียดให้ มาตรฐาน/ตัวชี้วัดใน 8 กลุ่มสาระ เป็นหลักสูตร เป็นรายวิชาบังคับ หรือที่เรียกรายวิชาพื้นฐาน ที่จะบังคับให้เรียนเหมือนกัน เสียให้ได้ ทั้งที่ขณะสร้างเรื่องพวกนี้ ก็ไม่ได้ตีความมันเป็นรายวิชาสักหน่อย ไม่ได้เขียนตัวชี้วัด จำนวนปริมาณกี่ข้อภายใต้ชั่วโมงสอนเท่าไร เลย แต่พอไปถึง รร. กลับไปให้เขาเอาตัวชี้วัดข้อต่าง ๆ พวกนี้ มาร้อยเรียงเป็นคำอธิบายรายวิชา จำนวนกี่ ชม. กี่ นก. ไปซะอย่างนั้น แถมลงท้ายคำอธิบายรายวิชา ต้องบอกด้วยว่าตัวชี้วัดข้ออะไรบ้าง ผิดตั้งแต่ตรงนี้แล้ว

สิ่งที่เราควรเข้าใจกันเสียที ในการนำตัวชี้วัดไปสู่โรงเรียน นั้น ต้องรู้จักสอน และเปิดโอกาสให้ รร. เขาออกแบบหลักสูตรตามที่เขาต้องการเอง ให้เขามีโครงสร้างหลักสูตรของเขาเอง และที่ดี ควรจะต้องกำหนดโครงสร้างหลักสูตร ที่น่าจะกำหนดทิศทางการศึกษา ที่ต้องการจะเน้นอะไรในพื้นที่ ภาคไหน แบบนี้ด้วย เรามีคณะกรรมการศึกษาธิการภูมิภาคและจังหวัดแล้ว ควรจะได้ทำหน้าที่นี้แล้ว โครงสร้างหลักสูตรควรมีอะไรที่ร่วมกันของประเทศในระดับหนึ่ง อย่างเช่นแบบขณะนี้ ต้องการเน้นความเป็นชาติ ระบุเรื่องว่าต้องเรียน ปวศ. ภูมิศาสตร์ หน้าที่พลเมือง แบบนี้ระบุได้ แต่อื่น ๆ ต้องปล่อยให้ยืดหยุ่น ให้พื้นที่ ภาค เขามีโอกาสสร้างจุดเน้นการศึกษาไปตามทิศทางของเขา พวกนี้ต้องเกิดด้วยการให้เขากำหนดโครงสร้างหลักสูตร ตามที่เขาต้องการเน้น โดยที่ยังสามารถบรรลุตัวชี้วัดของประเทศได้

ไม่ใช่กำหนดโครงสร้างหลักสูตรจากส่วนกลางแบบ one size fits all แบบที่ทำอยู่นี้ ที่ทำให้ทุก รร. เรียนรายวิชาบังคับเหมือนกันหมด ชื่อรายวิชาเหมือนกันหมด   คำว่ากระจายอำนาจ คือเพียงให้ รร. ไปสร้างรายวิชาเพิ่มเติมเอา ดูตัวอย่างจากโครงสร้าง ม.ปลาย จะเห็นชัดเจน ส่วนบังคับ 41 นก.ก้อนขนมชั้นนี้ ใหญ่มาก ต่อจากนั้น รร.อยากมี อยากเป็นอะไร ไปเพิ่มเอาที่เพิ่มเติม แถมบางกลุ่มสาระฯ เช่นวิทยาศาสตร์ ก็ยังไปสร้างรายวิชาเพิ่มเติม แบบบังคับให้ต้องเรียนตามที่ทำหนังสือให้อีก กำกับว่าจะจบอย่างน้อย 81 นก. นี่ไง การเรียนมากมาย ที่บ่นกัน มาจากส่วนนี้นี่แหละ นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ต้นตอปัญหาไม่ได้มาจากครูสอนไม่ดี แต่อยู่ที่ โครงสร้างหลักสูตร และนโยบายการนำหลักสูตรแกนกลางสู่โรงเรียน นี่แหละ ที่กระจายอำนาจไป ทุกโรงเรียนก็มีหลักสูตรเหมือนกัน มีรายวิชาบังคับเหมือนกัน ใช่ตัวตนของ รร.ต่าง ๆ หรือเปล่าไม่รู้

น่าจะศึกษาการกำหนดโครงสร้างหลักสูตร ของ สกอ. นะว่าทำไมจึงสามารถให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขามีหลักสูตรตามจุดเน้นของเขาได้ ช่วยพิจารณาประเด็นนี้กันใหม่เถอะว่าโครงสร้างหลักสูตรจากส่วนกลาง ควรกำหนดอย่างไร จากนั้น แต่ละกรรมการศึกษาธิการภูมิภาค และจังหวัด  จะกำหนดโครงสร้างหลักสูตรของตนอย่างไร แบบนี้ เราก็จะได้ให้ โรงเรียนเขาจัดการศึกษาตามความงอกงามของเขา จนทางภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และภาคส่วนอื่น ๆ เราให้เขาเติบโตไปตามความต้องการของเขาได้ ทำไมการศึกษาเรายังผูกขาดเรื่องนีั้กันอยู่อีก แล้วเราจะได้คนไปสู่สังคมเ้ชิงรุก ตามที่รัฐบาลต้องการได้อย่างไร

อ้างกันว่าที่ต้องให้เหมือนกัน เพื่อสะดวกต่อการโอนย้าย ถ้ายุคนี้ ยังคิดว่าต้องทำอะไรเหมือนกัน เรียนด้วยชื่อวิชา โครงสร้างหลักสูตรเดียวกันแบบนี้แล้ว จึงจะสื่อสารกันรู้เรื่อง ก็อยากจะถามว่า แล้วต่าง ปท.รับเด็กไทยไปเรียน ไม่เห็น งง เลยว่า เรียนด้วยหลักสูตร ชื่อวิชา ไม่เหมือนกับเขา ทำไมเขารับเข้าเรียนได้ล่ะ ถ้ายังกังวลแบบนี้ ก็คงไม่ต้องพูดแล้วล่ะเรื่องประชาคมอาเซียน เรื่องจะเป็น education hub อย่างมหาวิทยาลัยก็เรียนสาขาคล้ายกัน แต่มีวิชา มีหลักสูตรไม่เหมือนกัน หากจะโอนย้าย มันก็มีวิธีเทียบโอนได้ นี่การศึกษาพื้นฐาน บอกไม่ได้ เรายังมีปัญหากับความเข้าใจ คำว่าเทียบโอนการเรียนหรือเปล่าคะ ถ้ายังติดขัดเรื่องแบบนี้ ก็ไม่ควรทำหลักสูตรแบบ 2551 นี่ ควรกลับไปทำหลักสูตรแบบ 2533 จะถูกต้องกับวิธีที่ปฏิบัติกันอยู่นี้มากกว่านะ อย่าลักลั่นแบบนี้เลย

การทำหลักสูตรที่ใช้มาตรฐานกำกับ แบบ 2551 นี้ รร. จะทำรูปแบบหลักสูตรแบบไหนก็ได้ สร้างรายวิชา ชื่อรายวิชา คำอธิบายรายวิชาแบบไหนก็ได้ ตัวชี้วัดมีไว้แต่งตัว คิดสร้างรายวิชาอะไรขึ้นมา ก็ไปตามศึกษาว่า จะมีตัวชี้วัดอะไรเอามาแต่งตัวในรายวิชาต่าง ๆ ของเขา เอาจากกลุ่มสาระอื่นก็ยังได้ ทำหลักสูตรบูรณาการ สร้างรายวิชาบูรณาการ ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐาน หรือเพิ่มเติม  มาตรฐานจาก 8 กลุ่มสาระ ไม่ใช่ต้องเป็น 8 หลักสูตร

แต่ไปสอนเขาเอามาเป็นรายวิชา รายงานผลการเรียนก็ต้องแยกกลุ่มสาระ ก็ตอนที่มีหลักสูตร สปช. ทำไมยังรายงานผลการเรียนเป็น สปช.ได้ ไม่ต้องแยกออกมาเป็นวิทยาศาสตร  สังคมศึกษา สุขศึกษา มาสมัยนี้ ไม่ได้แล้ว ศธ.เป็นผู้มีสิทธิ์แต่ผู้เดียวหรือคะว่าจะมีรูปแบบหลักสูตรแบบไหน ไม่น่าจะใช่แล้วค่ะ ในยุคนี้ แล้วนี่จะให้แยกเรียน ปวศ. ภูมิศาสตร์ ไปปลดล็อกแก้โปรแกรมกรอกคะแนนหรือยังคะ เดี๋ยว รร.ไม่มีที่กรอกคะแนนนักเรียนอีก เห็นหรือยังคะว่าต้นตอปัญหา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใคร อิ อิ

ตัวชี้วัดต่าง ๆ เป็นเพียงเครื่องปรุงอาหาร รร.ต้องได้สิทธิ์ ที่จะคิดเมนูอาหารเอง แล้วค่อยหยิบเครื่องปรุงอะไรบ้าง เอามาปรุงรายวิชาที่ต้องการ หยิบข้ามกลุ่มสาระฯก็ได้ เอามาปริมารเท่าไร ต่อวิชาหนึ่ง ๆ ก็ได้ เอามาใช้ซ้ำอีกก็ได้ ไม่มีใครเขากินเครื่องปรุงดิบ ๆ แล้วบอกว่ากินอาหารครบ 5 หมู่ กันหรอกนะคะ ถ้ายังคงใช้มาตรฐาน/ตัวชี้วัดมากำกับการศึกษา ก็ควรเลิกทิฐิมานะที่จะให้มันเป็นหลักสูตร เป็นรายวิชา ของ รร. กันเสียทีเถอะค่ะ ตอนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 กล่าวไว้ว่า "การศึกษาทุกระดับต้องให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญตามความถนัดของเขา" แปลว่า ไม่ใช่ให้เชี่ยวชาญตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ ลองมาทบทวนดู นโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ตั้งแต่ การกำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด การกำหนดโครงสร้างหลักสูตรแบบปัจจุบัน การสั่งการไปที่ รร.ถึงวิธีการทำหลักสูตร การสร้างรายวิชา ต่าง ๆ ไปจนถึงการประเมินผล การกรอกคะแนน ระบบการประเมินระดับชาติ ณ ปัจจุบัน จะทำให้ นักเรียนได้เชี่ยวชาญตามความถนัดของเขา ตามมาตรานี้หรือไม่ 

การจัดการศึกษาที่เอามาตรฐาน ตัวชี้วัด มากำกับ ทั่วโลกเขาทำกันทั้งนั้น ไทยก็เอาแบบเขามา แต่เขาตอกย้ำกับคนในชาติ ประชาชน นักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ของเขาเสมอว่า Standards are not core curriculum, or national curriculum, or mandated curriculum ลองไปเปิดอ่านใน internet กันดูนะคะ ถ้าสพฐ. เปลี่ยนเจตคติในเรื่องนี้ได้ ให้มันถูกต้องแบบสากล จะแก้ปัญหาการศึกษาของโรงเรียน ไปจนถึงระบบการประเมินระดับชาติ และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่พูดเรื่องจะแอดมิชชั่น หรือ เอ็นทรานส์ นี้ได้อย่างง่าย ๆ ถ้ายังคงทำแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ควรจะไปทำหลักสูตรแบบ 2533 จะเอาแบบไหน ก็เอาสักอย่างเถอะค่ะ ลักลั่น จนสร้างความสับสน กันมาแบบนี้หลายปีแล้ว เพราะท่านเอาแนวคิดหลากหลายระบบ และจากยุคสมัยต่าง ๆ มาปะปนกันจนยุ่งเหยิง เป็นเพราะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน ระบบคิด และวิธีการบริหารจัดการ และทำงานกับโรงเรียน ที่ยังคงเป็นระบบผูกขาดอำนาจเหมือนเช่นเดิม

เรื่องจะให้แยกเรียน ปวศ. ภูมิศาสตร์ หรือ หน้าที่พลเมือง ไม่ใช่ปัญหา คุณครูทั้งหลาย อย่าไปวิตกกังวล เพียงแต่หงุดหงิดกับการที่ เขาค่อย ๆ รู้ทีละเรื่อง แล้วแก้ทีละเรื่อง ก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวค่อย ๆ รู้อะไรอีก ก็คงเอามาประกาศแก้เป็น ขยัก ๆ อีก การแก้อะไรเป็นที ๆ เป็นที่ ๆ  แบบนี้ โดยไม่แก้ทั้งระบบ ความปั่นป่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม เพราะการจัดการศึกษามันมีองคาพยพหลายส่วนเกี่ยวเนื่องกัน นะคะ มาคิดแก้เป็นจุด ๆ ก็เป็นลิงแก้แห นั่นแหละ

 จะรอดู และเอาใจช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเมื่อไร จะรู้ทั้งระบบของการจัดการศึกษาที่อิงมาตรฐานกันเสียทีว่ามันแตกต่างกับการบริหารจัดการหลักสูตรแบบ 2533 โดยสิ้นเชิง



ผู้ตั้งกระทู้ นาตยา :: วันที่ลงประกาศ 2016-09-06 11:04:36 IP : 118.172.205.254


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4014193)

 ุสุดยอดค่ะอาจารย์

ผู้แสดงความคิดเห็น ปริณดา แป้นแก้ว วันที่ตอบ 2016-09-06 19:07:45 IP : 110.168.229.145


ความคิดเห็นที่ 2 (4014471)

เนื่องจากมีผู้สอบถามประเด็นเรื่องนี้กันมาอีก จึงขออนุญาตแสดงความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ดังนี้นะคะ

ประเด็นที่กำลังวิตกเรื่องจะสอน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แทนสังคมศึกษานั้น โดยหลักของการรเรียนสังคมศึกษาในระบบโรงเรียน ระดับประถมศึกษานิยมที่จะเรียนในภาพรวมเป็นสังคมศึกษาอยู่แล้ว แต่ระดับมัธยมศึกษา รายวิชาควรเป็นเฉพาะทาง เพราะจะมีความลึกซึ้ง เข้มข้นกว่า ซึ่งก็มิใช่แต่เฉพาะสังคมศึกษาเท่านั้นหรอกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ก็ควรเรียนรายวิชาที่เป็นเฉพาะทาง ดังนั้น การที่จะมีประกาศเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

ควรจะต้องย้อนกลับมาว่าต้นตอของเรื่องนี้ มาจากใคร ที่ไปสอน รร.สร้างรายวิชา โดยเอาตัวชี้วัดทั้ง 5 สาระมาเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา แล้วบังคับให้ตั้งชื่อวิชาเป็นชื่อกลุ่มสาระฯ แล้วกำกับว่าสังคมศึกษาพื้นฐาน นี่แหละ ปัญหาอยู่ตรงนี้ ทำแบบนี้กันทั้งประเทศ จะมีผู้รับผิดชอบไหมคะ หากรู้จักสอน รร.ทำหลักสูตร สอนการสร้างรายวิชาต่าง ๆ ก็ไม่ต้องมาประกาศนโยบายรายวันกันแบบนี้

ที่จริงไม่จำเป็นต้องประกาศเรื่องนี้ให้โกลาหลเลย เพราะถ้ารู้เข้าใจหลักการทำหลักสูตร ก็ต้องรู้อยู่ว่าระดับสูงขึ้นก็ต้องสร้างรายวิชาเฉพาะทาง แต่เพราะไปสอนผิด ๆ เลยต้องมาประกาศใหม่ ส่วนประถมศึกษา อยากจะให้เรียน ประวัติศาสตร์ แยกออกมา ก็ไม่แปลก ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ ประเด็นอยู่ที่ว่า ให้ รร. เขาได้ทำหลักสูตร ออกแบบรายวิชา ของเขาเอง ได้หรือยัง กระจายอำนาจได้แล้วค่ะ ผูกขาดแล้วสอนเขาผิด ๆ หลายต่อหลายเรื่องแล้ว ไม่เคยมีใครออกมารับผิดชอบกันเลย

แก้อะไรเป็นจุด ๆ นึกอะไรออก ก็แก้ที แบบนี้ไม่ใช่มืออาชีพ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2016-09-07 20:58:52 IP : 118.172.180.148


ความคิดเห็นที่ 3 (4023269)
ถ้าแยกก็ทำหลักสูตรแกนกลางเลยครับ ไม่ต้องมาให้ครูมานั่งเรียงร้อยถ้อยคำหลักสูตรเอง มันจะตรงกับตัวชี้วัดข้อสอบโอเน็ตด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น สุพรรณ วันที่ตอบ 2016-10-24 09:41:20 IP : 180.180.48.188



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.