ReadyPlanet.com


กลุ่มรายวิชาพื้นฐานห้ามแตะ


ผมได้รับมอบหมายจากทางโรงเรียนให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน แต่ที่สงสัยคือ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง บอกว่า เราไม่สามารถไปแตะต้องหรือจัดกระทำกับกลุ่มวิชาพื้นฐานได้เลย พูดง่ายๆคือ ปรับเปลี่ยนไม่ได้ จะทำได้แค่กลุ่มรายวิชาเพิ่มเติม เพราะโรงเรียนมีสิทธิ์ทำได้แค่นี้.    คำถามที่ผมสงสัยคือ.  ในความเป็นจริงของด้านหลักสูตรการสอน มันจริงตามที่ทุกคนในคณะกรรมการนี้บอกเหรอครับ งงมากๆ ครับ 



ผู้ตั้งกระทู้ ประวิทย์ :: วันที่ลงประกาศ 2017-01-12 11:46:39 IP : 27.55.18.205


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4031959)

ได้รับคำถามนี้แล้ว อยากเจอตัวอาจารย์จังเลยค่ะ คำถามนี้ แสดงว่า อจ.เป็นคนสมกับยุคนี้และยุคหน้าเลย รู้จักเอ๊ะ  รู้จักสงสัย ไม่ใช่เขาสั่งอะไรก็ทำตามไป

จะค่อย ๆ ลำดับความ ให้อจ. และท่านอื่น ๆ ได้เข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว จงอย่าเก็บไว้คนเดียว ต้องเผยแพร่ต่อด้วย และโดยเฉพาะกับคนที่มาบอกให้ อจ.ทำแบบที่ อจ.ว่ามา ยิ่งต้องบอกเขาเป็นอย่างยิ่งค่ะ

1. ยุคกระจายอำนาจการศึกษาตั้งแต่ พรบ.2542 เป็นเหตุให้ กรมวิชาการ สมัยก่อนนั้น ต้องเตรียมปรับหลักสูตรแบบพลิกฝ่ามือ มาเป็นหลักสูตรหน้าตาปี 2544 ก็คล้ายกับปี 2551 ที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนั่นแหละค่ะ เราจะเห็นว่า หน้าตาหลักสูตรแกนกลาง ต่างกับหลักสูตรสมัย 2533 โดยสิ้นเชิง ไม่มีการกำหนดชื่อรายวิชาต่าง ๆ ไม่มีคำอธิบายรายวิชา ไม่มีการระบุรหัสรายวิชา เวลาเรียน จำนวน ชม. จำนวนหน่วยกิต  ต่อวิชา ไม่มีกำหนดว่าอะไรเป็นวิชาบังคับ วิชาเลือก เหมือนแบบ 2533   แต่กลับมีหน้าตาหลักสูตรที่กำหนดด้วยมาตรฐาน ตัวชี้วัดต่าง ๆ ลักษณะแบบนี้สากลเขาเรียกว่า มาตรฐานหลักสูตร ไม่ใช่หลักสูตร หมายความว่า หาก รร.จะไปทำหลักสูตร รร.มีสิทธิ์ อำนาจ ที่จะกำหนดรูปแบบหลักสูตรเอง ตามโครงสร้างหลักสูตรที่รัฐ หรือเขตพื้นที่ เขาวางเป็นกรอบไว้แบบกว้าง ๆ และยืดหยุ่น ให้ รร.สามารถสร้างเอกลักษณ์ของหลักสูตรแบบของตนเองได้ เพียงขอให้นำเอามาตรฐาน ตัวชี้วัดเหล่านั้น เข้าไปแต่งตัว ตกแต่ง ลงไปในรายวิชาต่าง ๆ ที่ รร.สร้าง มาตรฐาน ตัวชี้วัดเหล่านี้ ใช้แล้ว ใช้เล่าได้ ไม่ใช่ใช้แค่ครั้งเดียว รายวิชาสังคม อยากจะเอาข้อไหนของตัวชี้วัดวิทยาศาสตร์ สุขศึกษา ศิลปะ บางข้อ เข้ามาผสมในรายวิชาสังคมศึกษา ก็ได้ แบบนี้เป็นต้น ใช้ในวิชานี้ แล้ว อยากเอาไปใส่ไว้อีก ในอีกรายวิชา ของสังคมศึกษ๋า ก็ยังได้อีก เรียกว่า ครูจากกลุ่มสาระต่าง ๆ มีสิทธิ์เอาตัวชี้วัด ของกลุ่มสาระ ฯ ต่าง ๆ เข้าไปแต่งตัวในหลักสูตร ในรายวิชาต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา เห็นไหมคะ ว่า ยุคนี้ การทำหลักสูตร จะเป็นงานท้าทายของ รร. ของครูมากทีเดียว ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ ในการเป็นช่างออกแบบ ช่างตกแต่ง เหมือนช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เหมือนสถาปนิก เหมือนพ่อครัว แม่ครัว หยิบโน่น นี่ มาปรุงแต่ง สร้างสรรค์ หลักสูตร รายวิชาต่าง ๆ ให้มันเป็นไปตามแนวคิดที่เราต้องการให้มันเป็นแบบไหน จะ 20 ปีแล้ว ที่ รร. ไม่เคยได้โอกาสนี้ ถึงเวลาแล้วละค่ะ ที่ อจ.จะต้องเรียกร้องสิทธิ์นี้ หาก กระทรวงไม่ยอม ก็ต้องให้ กระทรวง ไปทำหลักสูตรแบบ 2533 ซะ  ถ้าจะทำแบบ 2551 นี่ ก็กรุณาไปศึกษาทำความเข้าใจเรื่องนี้ จากเน็ตมีมากมาย ไปต้องของบหลวง ไปดูงานต่างประเทศหรอก เรามีทางเลือกที่ถูกต้อง อยู่สองทาง นี้ เท่านั้นค่ะ จะปฏิบัติแบบ 2533 หลักสูตรต้องเป็นแบบ 2533 จะเป็นหลักสูตรแบบ 2551 หรือ 2544 ก็ต้องปฏิบัติ แบบที่ดิฉันว่ามานี้

2. หลักสูตรแกนกลาง 2551 ทำไมจึงบอกว่า มันไม่ใช่หลักสูตร เวลาเราพูดว่าหลักสูตร ไม่ว่าจะหลักสูตรอะไร ระดับไหน หลักสูตรอนุบาล ไปจนถึงหลักสูตรปริญญาเอก หรือแม้แต่หลักสูตรฝึกอบรมใด ๆ ก็ตาม มันจะต้องมีองค์ประกอบคือ ต้องมีกลุ่มรายวิชา อะไรจะบังคับ หรือที่เรียกว่ารายวิชาพื้นฐาน กลุ่มวิชาเลือก หรือเรียกว่า รายวิชาเพิ่มเติม 2 คำนี้ บัญญัติมาทำให้เกิดความเข้าใจผิดจริง ๆ กระทรวงศึกษาถ้าจะกลับมาใช้คำเดิมว่า บังคับ กับเลือก จะถูกต้องกว่านะ เพราะคำว่า พื้นฐาน มันมีความหมายเฉพาะของมันอยู่โดยสากลนะ สพฐ.ลองไปถาม สกอ.ดูสิ คำว่าเพิ่มเติม ก็ไม่ใช่ความหมายว่า เลือก คือไปบัญญัติศัพท์ ที่สากลทั่วโลก เขาเข้าใจความหมายหนึ่ง แต่ไปเอาคำของเขา มาใช้ในอีกความหม่ายหนึ่ง มันเลยทำให้การสื่อสารสองคำนี้ เข้าใจผิดหมด  อจ.มหาวิทยาลัย เขารู้จักความหมายของคำว่า พื้นฐาน กับเพิ่มเติม ไม่ใช่ในความหมายของบังคับ กับ เลือก แบบกระทรวงหรอกนะคะ เรื่องธรรมดาแค่นี้ ก็ยังอุตสาห์สร้างปัญหาความเข้าใจผิดให้กันจนได้ ไม่น่าเลย

กลับมาต่อคำว่าหลักสูตร จะต้องมีรายวิชา มีชื่อรายวิชา มีคำอธิบายรายวิชา มีรหัสรายวิชา มีระบุจำนวน ชม.เรียน จะให้เรียนชั้นปีไหน เทอมไหน ไม่ว่าจะหลักสูตรใดก็ตาม ต้องมีองค์ประกอบพวกนี้ ถึงจะเรียกว่าหลักสูตร แบบหลักสูตรฉบับปรับปรุง 2533 นั่นแหละ ถูกต้อง นั่นแหละคือหลักสูตร

ทีนี้มาดูหลักสูตร 2551 กันบ้าง ตอนที่คณะกก.กลุ่มสาระฯต่าง ๆ เขียนมาตรฐาน ตัวชี้วัด เขาไม่ได้เขียน ในบริบทว่ามันเป็นรายวิชาใด ๆ เลย ไม่ว่าจะคิดเป็นรายวิชาพื้นฐาน ก็ไม่ได้คิด เขาเพียงพิจารณาว่า เด็กชั้นนี้ วัยนี้ ถ้าจะต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เด็กควรมีความรู้เรื่องอะไรบ้าง เด็กควรจะต้องทำอะไรได้บ้าง แค่นี้เอง เขาไม่ได้คิดเลยว่า ที่เขียนตัวชี้วัดต่าง ๆ พวกนี้ เด็กจะต้องเรียนเรื่องพวกนี้เทอมไหน ใช้เวลาสอนกี่ชั่วโมง กี่หน่วยกิต  เขาไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เลย ถ้าจะมานับปฏิทินเวลาของการทำหลักสูตรแกนกลาง 2551 สมัยนั้น ขณะที่หลักสูตรแกนกลางเสร็จออกมา โครงสร้างหลักสูตรยังไม่ออกเลยด้วยซ้ำ มาออกทีหลัง แล้วจู่ ๆ ใครไม่รู้ สร้างความปั่นป่วน ไปทั้งประเทศ ไปเอาตัวชี้วัดชั้นปีที่เขียนเป็นข้อ ๆ มาร้อยเรียงเป็นคำบรรยาย เพื่อให้หน้าตาออกมาเป็นคำอธิบายรายวิชาแบบที่คุ้นเคยกัน แล้วก็กำหนดเวลาเรียนเอาซะดื้อ ๆ 40 ชม. 60 ชม. 80 ชม. 1 นก. มั่ง 2 นก.มั่ง หน้าตาเฉย เกิดอะไรขึ้น รร.ร้องกันเป็นแถว สอนไม่ทัน เยอะแยะไปหมด บังคับให้วิชานี้ต้อง 40 ชม. ยังสอนไม่พอเลยตัวชี้วัดพวกนี้ เลยต้องแอบไปสร้างที่รายวิชาเพิ่มเติมต่ออีก 20 ชม. เช่นนี้เป็นต้น เลยเข้าล็อคเลย คำว่ารายวิชาเพิ่มเติม ไม่ใช่วิชาเลือกแล้ว แต่สมกับชื่อเลย คือวิชาที่สร้างเพิ่มต่อมาจากวิชาพื้นฐาน เพราะสร้างในวิชาพื้นฐานไม่พอ เก็บไม่หมด ชม.ไม่พอ ตัวชี้วัดมันเยอะ อยากรู้จัง ใครนะ สร้างความผิดอย่างมหันต์เลย กลายเป็นโรคระบาดกันทั้งประเทศ

คิดได้ไง เอาตัวชี้วัดจากแต่ละชั้นปี มาร้อยเรียงเป็นคำอธิบายรายวิชากำหนด ชม.สอนไปเบ็ดเสร็จ เปรียบเหมือนให้ คณะ กก. เขียนสารานุกรม แล้วก็มาบอกให้สารานุกรมนี่เป็นรายวิชา สอนให้ได้ใน 40 ชม. นะ อะไรแบบนี้ มันจะสอนไปได้หมดได้ไงละ นี่ไง นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้น่ะ ต้นตอของปัญหา มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นนี่เลยแหละ ปกดิ จะทำหลักสูตร จะสร้างรายวิชา คนสร้างจะต้องมี ชม.สอนอยู่ก่อน สมมติ อจ.จะต้องทำหลักสูตร อจ.จะต้องสร้างรายวิชา อจ.จะต้องรู้ก่อนว่า หลักสูตรของ อจ.มีทั้งหมดเ กี่ ชม. หรือกี่ นก. จะแบ่งออกเป็นรายวิชากี่รายวิชา แต่ละวิชา จะกำหนดให้เรียนกี่ ชม. หรือ กี่ นก. อจ.จะต้องมีข้อมูลนี้ก่อน จึงจะรู้ว่า อจ.จะบรรจุอะไรลงไปในหลักสูตร จะสร้างรายวิชาอะไรบ้าง จะเขียนคำอธิบายรายวิชา มากน้อยแค่ไหน ให้มันสมกับเวลาที่จะต้องสอน นี่คือการทำหลักสูตร การสร้างรายวิชา เมื่อเป็นแบบนี้ อยู่ ๆ อจ.ก็ไปเอาตัวชี้วัดมาเขียนต่อ ๆ กันไปเป็นรายวิชา ทำไปได้ไงล่ะ โดยที่ตัวชี้วัดมันเกิดขึ้นก่อน โดยไม่ได้มีขอบเขตว่าจะให้ไปสอนกี่ ชม.เลย อจ.กลับไปเอามันมาบีบว่าให้สอน 40 ชม. สอน 1 นก. แบบนี้ได้ไง เหล่านี้คือความเพี้ยน ของการทำรายวิชาในประถม กึง ม.3 เพราะมันเป็นชั้นปี เลยไปรวบเอาตัวชี้วัดเป็นคำอธิบายรายวิชาหน้าตาเฉย  รร.ก็ทำตามคนเพี้ยนพวกนี้ไปได้ด้วย แปลกจริง ๆ ประเทศไทย

 ใน ม.ปลาย มาตรฐาน ตัวชี้วัด เป็นช่วงชั้น ไม่ได้เป็นชั้นปี รายวิชา ม.ปลาย รร.จึงไม่น่าจะใช้วิธีที่ว่ามานี้ได้ บาง รร.ก็ไปตัดตัวชี้วัดมาเป็นตอน ๆ สร้างเป็นวิชา ๆ อีกเหมือนกัน หรือ บางกลุ่มสาระ มีคนทำรายวิชามาให้เบ็ดเสร็จเลย เช่น ชื่อวิชาว่าวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 1 2 3  4 5  6 เป็นต้น นี่ยก ตย.นะคะ แต่คำอธิบายรายวิชา เป็นเคมี ฟิสิกส์ แบบนี้ ชื่อวิชา มันก็น่าจะเป็นชื่อวิชาเฉพาะไปเลย ความเข้าใจผิดกรณีนี้ก็คือ คิดว่า วิชาที่เป็นพื้นฐาน จะต้องใช้ชื่อกลุ่มสาระฯ และตามด้วยคำว่าพื้นฐาน ตลอด นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอีก เราจะสร้างชื่อรายวิชาอะไรก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องใช้สูตรนี้เลย จะมีรายวิชาเรขาคณิต ชีว ภูมิศาสตร์ ได้ทั้งนั้นแหละ ว่าเราต้องการเน้นไปที่เรื่องอะไร ก็เอามาตั้งเป็นรายวิชา

นี่เพราะไม่มีความรู้เีรื่องการสร้างรายวิชา ไปทำแบบผิด ตอนนี้ ปรากฎว่ากำลังจะสร้างปัญหาใหม่อีก สพฐ.จะสร้างรายวิชาภูมิศาสตร์ รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี เป็นต้น บังคับให้ รร.เอาวิชาพวกนี้ไปสอน ทำไม สพฐ.จะต้องสร้าง รร.เขาสร้างเองได้ มันจะตลกไหม มีมาตรฐานกลุ่มสาระฯต่างๆ แล้ว บอกว่า จะมาสร้างรายวิชาอะไรอีก 3 วิชานี่ให้อีก มันแปลว่าอะไร เช่น สังคมศึกษา ต่อให้เป็นกลุ่มสาระฯสังคมศึกษาในหลักสูตร 2551 รร.ก็สร้างรายวิชา ภูมิ ปวศ. เศรษฐศาสตร์ ได้ทั้งนั้นแหละ แต่เพราะไปสอน รร.สร้างแต่รายวิช่าสังคมศึกษาพื้นฐาน เลยคิดว่า ไม่ได้เรียนภูมิ ไม่ได้เรียน ปวศ. เลยจะมาสร้างรายวิชาพวกนี้ให้เรียน  การกำหนดนโยบายประหลาดพวกนี้เลย นี่จะสร้างปัญหากันไปถึงไหนอีกก็ไม่ทราบ  เห็นไหมคะว่า สพฐ.ถนัดกับการคิดวิธีการทำงานแบบหลักสูตร 2533 ตลอด

ความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตร การสร้างรายวิชาอะไรต่างๆ นี่ มันก็เป็นความรู้เก่า ธรรมดา แบบเดิมแท้ ๆ  ที่ กรมวิชาการก็เคยทำมาเนิ่นนาน พอกำหนดเป็นมาตรฐาน เขียนเป็นตัวชี้วัด กลับสอน รร.ทำหลักสูตร สร้างรายวิชา ไม่ได้ คงเป็นเพราะ ถนัดที่จะสร้างหลักสูตร สร้างรายวิชา สำเร็จรูปให้เลย แบบ 2533 ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่มีการศึกษาไทย มั้ง สร้างหลักสูตรให้ รร.เอาไปใช้ ได้ แต่สอนให้ รร.ทำหลักสูตร จากมาตรฐาน ตัวชี้วัด กลับทำไม่เป็น แปลก ถ้าไม่ทำสิ่งที่ถูก ก็กลับไปทำหลักสูตรแบบ 2533 เถอะค่ะ อย่ามาเขียนในรูปมาตรฐาน ตัวชี้วัดเลย การศึกษาชั้นพื้นฐาน มันคงไม่โกลาหลแบบนี้

3. ขอสุดท้ายละ การทำหลักสูตรของ รร.ตาม กม.ที่กระจายอำนาจ นั้น ไม่ใช่การให้สิทธิ์ รร.ทำแต่รายวิชาเพิ่มเติม แบบที่ อจ.ถาม มา ถ้าได้สิทธิ์เพียงแค่นั้น หรือ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลักสูตร 2533 ขนาดหลักสูตร 2533 เป็นหลักสูตรที่บังคับให้ใช้สอนเหมือนกันทั้งประเทศ กรมวิชาการก็ยังให้ รร.สร้างรายวิชาเลือก เสนอมาที่ศูนย์พัฒนาหลักสูตรได้ พวก รร.นิยมสร้างรายวิชาเลือกแบบให้เห็นของใครของมัน ก็คือ รายวิชาท้องถิ่นของเราไง กรมวิชาการ เขาก็มีรายวิชาท้องถิ่น 1 2  3  ให้ รร.ไว้สอน รร.ก็มักจะสร้างรายวิชาเลือกเป็นรายวิชาเกี่ยวกับ จังหวัดของตัวเอง สมัยนั้น รร.ได้สิทธิ์เพียงแค่นี้

ถ้าสมัยนี้ จะให้ รร.ได้สิทธิ์เพียงแค่นี้อีก ไม่ใช่แล้วล่ะ ต้องประท้วงกันหน่อยแล้ว ถ้าจะปฏิบัติแบบนี้ กลับไปทำหลักสูตร แบบ 2533 เสียก็หมดเรื่อง อย่ามาเขียนมาตรฐาน ตัวชี้วัด ที่มันก็ไม่ใช่ รายวิชาพื้นฐาน ก็ไปทำผิด ให้มันเป็นรายวิชาพื้นฐานให้ได้ เลิกได้แล้วค่ะ การทำหลักสูตร สร้างรายวิชาแบบนี้  อย่าสร้างบาปทางวิชาการ แบบนี้กันอีกเลย

อจ.จะทำหลักสูตร รร. เริ่มต้น อจ.ต้องคิดก่อนว่า อจ.ต้องการหลักสูตรอะไรบ้าง เป็นหลักสูตรแยกกลุ่มสาระหมด 8 กลุ่มสาระฯ ก็ 8 หลักสูตรเลย หรือ อจ.ต้องการมีบางกลุ่มสาระฯ เอามาบูรณาการกันเป็นหลักสูตรเดียว นี่คือเริ่มแรก อจ.ต้องได้สิทธิ์ที่จะคิดรูปแบบหลักสูตรก่อน เหมือนสมัย 2533 ประถมศึกษา มีหลักสูตร สปช. สลน. ไม่ทราบ อจ.วัยรุ่นขนาดไหนนะคะ จะรู้จักหลักสูตรพวกนี้หรือเปล่า สปช. เป็นการเอาวิทย์ สุข สังคม มาบูรณาการกัน ตั้งชื่อหลักสูตรใหม่ใช้ชื่อว่า สปช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต แล้วมีรายวิชา สปช. 1 2 3 ...ตย.แบบนี้ คือการทำหลักสูตร รร.ต้องรู้จักคิดออกแบบหลักสูตรแบบนี้ก่อน  บางโรงจะมีหลักสูตรแบบ สปช. บางโรง จะเป็นหลักสูตร วิทย์ สุข สังคม แยกกัน บางโรง จะมีหลักสูตร คณิตกับเทคโนโลยี บางโรงจะแยกหลักสูตรคณิต กับเทคโน ออกจากกัน เห็นไหมคะ ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่า 8 กลุ่มสาระ จะต้องเป็น 8 หลักสูตร ที การงาน กับ เทคโน รร.ยังแยกมันออกจากกัน แยก พละ กับ สุข ออกจากกัน กลุ่มสาระอื่น ๆ จะแยก จะรวม มันทำได้ทั่้งนั้นแหละ นี่คือสิ่งที่ รร.ควรได้รับการสอนการทำหลักสูตร ที่ถูกต้องแบบนี้ อาการของการเอามาตรฐาน ตัวชี้วัด มาแต่งตัวลงไปในรายวิชาต่าง ๆ ที่ว่าไปข้างต้น มันก็เกิดขึ้นได้ ด้วยแบบนี้ อย่างสมมติ อจ.จะมีหลักสูตร สปช. อจ.ก็ไปดูตัวชี้วัด วิทย์ มาผสมกับสังคม กับ สุขศึกษา ดูว่า จะเอาตัวชี้วัดไหนมารวมเข้าด้วยกัน การใช้ตัวชี้วัด จริง ๆ มันไม่ได้ rigid ว่าจะต้องเอามันทุกข้อ ทุกข้อความหรอก ที่จริงมันอยู่ที่ลักษณะการเขียนตัวชี้วัดด้วย ว่ามันไม่ใช่มาเขียนตัวชี้วัดแบบเป็นจุดประสงค์ เล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะแยะไปหมดแบบนี้ รร.เลยคิดว่า ต้องเอามาทั้งหมด อธิบายไปก็ยาวอีก เพราะปัญหานี้ มันก็จะไปพันที่คุณภาพของการเขียนตัวชี้วัดที่จริง ๆ ควรเขียนภาพใหญ่ ๆ แต่ถ้าไปเขียนหยุมหยิมเป็นจุดประสงค์ แล้วต้องเอามาหมด รายวิชาก็ยาวอีก ปัญหา มันเยอะแยะเลยค่ะ บอกอจ.ให้ทำแบบนี้ ก็ติดขัดเจอปัญหาแบบโน้น อีรุงตุงนังหมดเลย ขออธิบายให้ อจ.คร่าว ๆ แบบนี้ละกันก่อน นะคะ เรื่องมันยาว

สรุป คือ ทำหลักสูตร ต้องคิดรูปแบบหลักสูตรก่อน  คิดสร้างชื่อรายวิชาก่อน ต้องการรายวิชาแบบไหน เน้นไปที่อะไร แล้วค่อยไปเลือกเอาตัวชี้วัดที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับรายวิชาที่ต้องการแบบนี้ ไปเอามาเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา เอาจากกลุ่มสาระฯอื่นด้วย ก็ได้ ก็จะได้เป็นรายวิชา ตามแบบที่ อจ.ต้องการ แต่แบบที่ อจ.ถูกสั่งให้ทำกันอยู่นี้  อจ. ไม่มีโอกาสได้คิดออกแบบหลักสูตร ของตัวเอง ไม่เคยคิดออกแบบรายวิชาของตัวเองก่อน อยู่ๆ ก็ถูกยัดยียดให้เอาตัวชี้วัดมาเป็นคำอธิบายรายวิชา ที่สร้างปัญหาให้สิ่งที่เรียน กับเวลาที่จะสอน มันไม่ไปด้วยกัน นี่คือความผิดร้ายแรงที่สุด ของจุดเริ่มต้นของปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย

เมื่อการทำหลักสูตร เป็นแบบไหน สิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข ก็คือ มาตรฐาน ตัวชี้วัด ของกลุ่มสาระฯ ต่าง ๆ ต้องเขียนใหม่ ควรเขียนเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เขียนเป็น concept ว่า นร.ชั้นนี้ วัยนี้ ควรจะต้องได้ concept  เรื่องอะไรบ้าง แต่จะได้ด้วยการสอนเนื้อหาแบบไหน วิธีการสอน กิจกรรม แบบไหน เป็นเรื่องของทาง รร. นี่คือการเขียนมาตรฐาน ตัวชี้วัด ที่ถูกต้อง หากเขียนแบบนี้ มาตรฐานตัวชี้วัด จะไม่มากข้อเลย แต่นี่เราเขียนมาตรฐานแบบไปกำหนดเนื้อหาเลย มันเลยเขียนมากข้อ พอจะมาสร้างรายวิชา แบบเอาไปแต่งตัวในวิชานั้น วิชานี้ มันก็เยอะเหมือนเดิมอีก

สิ่งที่ดิฉันแนะนำมา จึงอาจยังใช้ยาก กับหน้าตาตัวชี้วัด ปัจจุบัน เพราะไปเขียนมาตรฐาน ตัวชี้วัด หน้าตาแบบจุดประสงค์ ที่เยอะมากข้อ ดังนั้น อนาคต สพฐ. ควรจะต้องปรับปรุงการเขียนตัวชี้วัดเสียใหม่ มีงานวิจัยของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นเจ้าของการทำมาตรฐานหลักสูตร แบบที่ไทยรับมา เขาได้เสนอในงานวิจัยว่า มาตรฐานหลักสูตรที่ดี ควรกำหนดตัวชี้วัด ไม่เกิน 5 ข้อ ต่อ องค์ความรู้ หรือสาระย่อย หนึ่ง ๆ ลองนับของเราดูเล่น ๆ ละกัน ในแต่ละกลุ่มสาระฯ ปาเข้าไปกี่ข้อ การบ่งบอกแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่า การเขียนตัวชี้วัด มันต้องคัดสรร เอาสิ่งที่สำคัญ จริง ๆ เป็นภาพใหญ่ ๆ ให้สมกับจะเป็นมาตรฐานหลักสูตร ให้ รร. เอาไปสอนให้นร.มีความรู้ที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่มาเขียนโดยเขียนเนื้อหาลงในมาตรฐาน ตัวชี้วัด จนมากมาย มากข้อ เห็น บางโรงเอาตัวชี้วัดไปเติมข้างหน้าว่า ให้ นักเรียน..........ลงท้ายคำว่า ได้  กลายเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ ของวิชา ของหน่วยการเรียนได้โดยอัตโนมัติลย นี่เป็นการทำที่ผิด ขณะเดียวกันก็บ่งบอกแล้วว่า เราเขียนตัวชี้วัดกันยังไง ครูของเราจึงสามารถเอาไปทำแบบนี้ได้ สพฐ. ก็ต้อง เอ๊ะ แล้ว ละค่ะ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดิฉันว่ามาทั้งหมดนี้ สพฐ.รับทราบ และเข้าใจดี คนในสพฐ. คงรู้จัก อ.นาตยา ดีพอสมควร เพราะทำงานให้ ตั้งแต่สมัยเป็นกรมวิชาการ มานานมากแล้ว และขณะนี้ สพฐ.ก็กำลังจะปรับปรุงอะไรที่เข้าใจผิด ๆ อยู่ เราต้องให้กำลังใจ สพฐ. ด้วย เพราะเรื่องพวกนี้ ยังใหม่มาก กับเมืองไทย ที่ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ และทำความเข้าใจอยู่พอสมควร แต่ไม่เหลือวิสัยที่จะทำให้ถูกต้องได้ค่ะ ถ้ามีสัมมาทิฎฐิ ไม่ใช่ มิจฉาทิฎฐิ

อ่านจนมึนเลยนะคะ แต่คำถามของ อจ.มีคุณค่ามากจริง ๆ และจะมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราด้วยค่ะ ขอบคุณมากนะคะกับคำถามดี ๆ แบบนี้ ของอาจารย์ สุดเลิฟเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-12 21:02:46 IP : 1.10.200.130


ความคิดเห็นที่ 2 (4032146)

 กราบของพระคุณสำหรับความกระจ่างครับ จะเอาคำสอนของอาจารย์ ไปเป็นแนวทางปรับทัศนคติของผู้เกี่ยวข้องที่ทำงานครับ ได้มาได้น้อยยังไม่รู้แต่จะทำครับ ขอบคุณมากๆครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวิทย์ วันที่ตอบ 2017-01-14 13:52:19 IP : 27.55.81.251


ความคิดเห็นที่ 3 (4032148)

ดีใจค่ะ ช่วยกันทำความเข้าใจให้ถูกต้องเถอะค่ะ แนวคิดการศึกษาปัจจุบัน แม้แต่การทำหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล สมัยนี้ ง่ายมาก ๆ มีวิธีที่หลากหลาย กระชับ กะทัดรัดมากมาย ท้าทาย และสร้างสรรค์ ถ้ายอมปรับเปลี่ยน ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมากแล้ว จะมาคิด ทำ แบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว เอาใจช่วยนะคะ สงสัยอะไรก็มาคุยกันได้อีก นะคะ ยินดีอย่างยิ่งค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-14 15:15:28 IP : 118.172.205.169



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.