ReadyPlanet.com


เรื่องข้องใจเกี่ยวกับวิจัย การทดสอบและการเรียนรู้


 ขอเรียนสอบถามดังนี้ครับ

1.ปกติแล้วงานวิจัยชั้นเรียนเป็นเพียงการแก้ปัญหาในชั้นเรียนแค่ช่วงเวลาสั้นๆเพื่อช่วยเด็กให้เรียนได้ทันเพื่อและอาจจะแก้ไขพฤติกรรมก็ได้ ในเมื่อเป็นงานระดับเล็กๆอย่างนี้ การรายงานผลเอาแค่ค่าเปอร์เซ็น ผลต่าง และค่าเฉลี่ยก็น่าจะพอหรือเปล่าครับ ผมสงสัยจังเลยว่าทำไม นศ ครูปี 5 ทำกันมาแบบมี sd และค่าอื่นๆแปลกๆเยอะแยะไปหมด สูตรก็มากมาย มันจำเป็นต้องขนาดนั้นเลยหรือเปล่าครับ หรือผมเข้าใจผิด   และ นศ เองก็ยังไม่รุ้เลยด้วยซ้ำว่าสูตรที่ใช่นี่ใช้ด้วยเหตุผลอะไร เพราะว่าเห็นเพื่อนๆและรุ่นพี่ทำกันก็เลยทำตามๆกันไป

2.สำหรับการวัดความคิดขั้นสูงคือตั้งแต่วิเคราะห์ไปจนถึงสรา่งสรรค์ ผมเข้าใจดีว่่าการให้ทำชิ้นงานหรือฝึกปฏิบัติหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันเป็นสภาพจริงก็จะดีกว่า แต่ถ้าจะสรา้งข้อสอบที่เป็นแบบ traditional assessment ควรจะสรา้งอย่างไรครับ ขอแนวทางด้วยครับ

3.ในการเรียนรู้ตาม bloom"s taxonomy ที่มี 6 ขั้นนั้น ผมสงสัยว่าจำเป็นด้วยหรือครับที่การเรียนรู้หรือพัฒนาการของคนเราจะต้องเป็นลำดับตามนั้นเสมอไป ข้ามขั้นไม่ได้หรือครับ หรือเกิดพร้อมกันไม่ได้หรือครับ ขอโทษด้วยนะครับที่คำถามผมอาจจะดูพื้นฐานจนเกินไป

4.จากข้อ 3 ครับ ในการสร้างข้อสอบ paper-based ที่ดี ข้อสอบ 1 ข้อควรวัดแค่การเรียนรู้ 1 แบบเท่านั้นหรือเป่ล่าครับ (เช่น จะวัดความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคระาห์ ก็ออกข้อสอบแยกข้อกันไป) หรือว่า ใน 1ข้อสามารถวัดการเรียนรู้หลายแบบรวมกันได้ครับ 



ผู้ตั้งกระทู้ curious learner :: วันที่ลงประกาศ 2017-01-22 15:37:11 IP : 171.96.170.52


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4033064)

คำถามดี และหนัก ๆ ทุกข้อเลยค่ะ ขอแบ่งตอบทีละข้อละกัน นะคะ ไม่งั้นคงยาวมากกกกก

ตอนนี้ขอตอบเรื่องวิจัยชั้นเรียนก่อน นะคะ ถูกใจคำถามของอจ.มากเลยค่ะ น่าจะไปคุมงานที่คุรุสภา นะเนี่ย

อจ.เข้าใจถูกแล้วค่ะ วิจัยชั้นเรียน เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะให้ ครูตระหนักถึงการเป็นครูที่ดีว่า หากเห็นว่า คนเรียนจะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาของเรา ไม่ว่าจะตรงไหน ตอนไหน ก็แล้วแต่ ไม่นิ่งดูดาย ให้ปล่อยเลยไป แต่รู้จักคิดหาวิธีการแก้ไข ชีวิตจริง เรามีครูที่ทำเพื่อเหตุนี้ เยอะแยะไป โดยไม่ต้องมาเรียกว่าเป็นวิจัยชั้นเรียน บ้างก็ทำแบบลองผิดลองถูกเอา ได้ผลมั่ง ไม่ได้ผลมั่ง เรียกว่า ทำแบบลูกทุ่งไป บางคนก็มีหลักในการคิดแก้ปัญหาหน่อย ก็ไปอ่านหาความรู้เอาเองบ้าง คุยปรึกษากับคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง แล้วลองนำมาใช้ เอ ได้ผล เข้าท่า ดีแฮะ ก็อาจไปบอกต่อ ๆ ให้เพื่อนฝูง รู้ว่า ผมมีปัญหาแบบนี้ ผมลองทำแบบนี้ ตอนแรกก็ไม่ได้ผล แต่แก้ไข ปรับอีก มันได้ผลดีขึ้น นะ บอกต่อ ๆ ไปแบบนี้ ก็ขยายผลไปได้ นี่ก็อาการวิจัยชั้นเรียนได้ไหม เรามีครูดี ๆ แบบนี้มากมาย ตั้งแต่ดิฉันเองเป็นเด็ก นร. ก็เคยเจอครูที่มุ่งมั่นจะช่วยให้ ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในวิชาของตัวเอง ในสมัยที่ยังไม่เกิดคำว่า วิจัยชั้นเรียน

อย่างไรก็ตาม ครูด๊ ๆ ที่ทำแบบนี้ สิ่งที่ทำ มันก็อาจมีปัญหาข้างเตียงเกิดขึ้นได้บ้าง ผลดีที่เกิดขึ้นกับคนเรียน ด้วยวิธีแบบนี้ทำอย่างไรที่มันจะอยู่ตัว คงที่ ไม่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เดี๋ยวได้ผล เดี๋ยวไม่ได้ผล การเอากระบวนวิจัยมาจับ มันก็น่าจะทำให้วิธีการ และผลที่เกิดขึ้น อยู่ตัว คงที่ ที่คนอื่น น่าจะนำไปใช้ได้ผลด้วย จนทำให้เกิดองค์ความรู้เรื่องนี้ขึ้นมาได้ กระบวนวิจัยน่าจะให้ผลดีต่อยอดขึ้นไปจากการทำแบบลูกทุ่งดุุ่ยไป

แต่ สิ่งสำคัญ เราต้องเข้าใจก่อนว่า การทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่เป้าหมายของการวิจัยชั้นเรียน เหมือนการวิจัยแบบปกติทั่วไป เป้าหมาย สาเหตุหลัก ของการวิจัย คือการช่วยเหลือเด็กของเรา  เท่านั้น วิชาของเราเท่านั้น  ปัญหาของวิจัยชั้นเรียนต้องเริ่มที่ คนเรียนวิชาของเรามีปัญหา เป็นปัญหาที่เราเห็นว่าจะกระทบกับการเรียนวิชาของเรา ที่อาจจะทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาของเรา เราไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดลอย ๆ ว่า การศึกษาไทยแย่ นร.ส่วนใหญ่ คิดไม่เป็น ยกงานวิจัยโน่น นี่ นั่น มาชี้ให้เห็นว่า เด็กคิดไม่เป็น ผลการสอบตกต่ำแย่ ....ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทดลองสอนด้วย consrtructivism อจ.คงคุ้นกับสำนวนการเขียนความสำคัญของปัญหาการวิจัยทำนองนี้นะคะ เมื่อไรเขียนทำนองนี้ แล้วก็ทำวิจัยทดลองสอน constructivism ในวิชาตัวเอง กับ นร.ของตัวเอง สรุปผลได้ผลอย่างนั้น อย่างนี้ นี่ไม่ใช่วิจัยชั้นเรียน

วิจัยชั้นเรียนจึงต้องเริ่มชี้ให้เห็นว่า เกิดอะไรขึ้นในการเรียนการสอนวิชาของ อจ. วิชาที่อจ.สอนเป็นอย่างไร นร.ห้องนี้เป็นอย่างไร ภูมิหลังสภาพแวดล้อมของ รร. สภาพห้องนี้ ฯลฯ มันเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญหาที่เด็กจะเกิดความยุ่งยากในการเรียนวิชานี้ อย่างไร นร.มีพฤติกรรม อาการ สภาพปัญหาอย่างไรต้องชี้ให้เห็น ข้อมูลแบบนี้สำคัญยิ่งในงานวิจัยชั้นเรียน ไม่ใช่เอาปัญหาของชาติ ของคนอื่น แล้วมาทำกับ นร. วิชาของตัวเอง แบบนั้นเป็นงานวิจัยที่ผู้วิจัยอยากลองทฤษฎี constructivism มากกว่ามั้ง เช่นนี้เป็นต้น

ปัญหาที่จะทำให้ นร.ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาของเรา มีได้ตั้งหลายสาเหตุ อยู่ที่ครูต้องรู้จักมองหาต้นตอของปัญหาให้เจอ แล้วแก้ให้ตรงจุด ปัญหาที่นำมาสู่วิจัยชั้นเรียน ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ด้วยทดลองวิธีสอนเสมอไป เป็นปัญหาเรื่องอื่น ๆ เช่นปัญหาจากเรื่องสื่อ ปัญหาการจัดสภาพแวดล้อม หรือปัญหาของตัวครูนั่นแหละ เรามีปัญหาอะไร ที่ทำให้ นร. ยุ่งยาก เรียนวิชาของเราไม่ได้ แก้ที่ตัวเราเอง ก็เป็นวิจัยชั้นเรียน แทบจะไม่เคยเห็นวิจัยชั้นเรียนแบบนี้ ในประเทศไทย เลยมังคะ

ดังนั้น เมื่อวิจัยเป็นแบบนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าจะต้องทำ 1 ปี หรือ 1 เทอม คำว่า วิจัยใหญ่ เล็ก มาใช้กับวิจัยชั้นเรียนไม่ได้ อยู่ที่ปัญหาของคนเรียน มันเป็นแบบไหนต้องใช้เวลาเมื่อไร จนประสบความสำเร็จ เมื่อไรก็เ้มื่อนั้น ก็รายงานไป ผู้วิจัยจะรายงานความล้มเหลว ลองทำแบบนั้น แบบนี้ ก็ไม่ได้ผล ก็หาทางใหม่ จนกระทั่งมันโอเค นี่ รายงานวิจัยชั้นเรียน มันต้องเล่าแบบนี้ จึงจะเห็นภาพ ประหลาดมหัศจรรย์มากเลย วิจัยการศึกษานี่ ถ้าในแง่ทดลองสอนอะไรพวกนี้ ทำปุ๊บ ได้ผลปั๊บ ทุกเรื่อง ไม่เคยล้มเหลวเลย แต่มองกลับมาที่สภาพการศึกษาล่ะ ก็ทรง ๆ เหมือนเดิม เคยสงสัยแบบนี้ไหมคะ เก่งกว่านักวิทยาศาสตร์ หรือ คุณหมอ ทำวิจัยเสียอีก บางทีล้มเหลว ยังกล้าตีพิมพ์เลยว่า ทดลองแบบนี้ไม่ได้ผลนะ เพื่อให้คนได้รู้ว่า อย่าใช้วิธีนี้นะ นี่ไงผิดเป็นครู ล้มเหลว ก็ได้องค์ความรู้ ปรากฎการณ์แบบนี้ ไม่เคยเห็นในวิจัยทางการศึกษา ถ้าเมื่อไรทำอะไรละก็ ได้ผลดีอย่างมีนัยสำคัญทันที หนเดียวเลย ทุกครั้งไป

วิจัยชั้นเรียน ในโลกของความเป็นจริง อจ.ก็มีโอกาสที่จะทำครั้งแรกแล้วไม่ได้ผล ก็ไม่แปลก ค้นหาสาเหตุใหม่ หาวิธีการแก้ใหม่ จนได้ผล แล้ว อจ.นำมารายงานเผยแพร่งานวิจัยออกมา วิจัยแบบนี้ก็มีคุณค่า ในความล้มเหลว ก็ยังให้ความรู้กับคนอื่นได้ อย่ากลัวกับความล้มเหลว แต่ควรนำมันมาต่อยอดให้สำเร็จ

และถ้า อจ.บังเอิญเป็นคนมีบุญ เกิดเวลาตกฟากดี สอนก็ได้เด็กดี ๆ สอนอะไรคนเรียนก็ประสบความสำเร็จไปหมด ถามว่าโอกาสแบบนี้เกิดขึ้นได้ไหม ทำไมจะเกิดขึ้นไม่ได้ล่ะ  อจ.ก็ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งทำวิจัยชั้นเรียน อยากทำวิจัย ก็หันไปทำวิจัยแบบปกติทั่วไป ที่ไม่ใช่วิจัยชั้นเรียน คนเป็นครูไม่ใช่ทุกคนจะต้องทำวิจัยชั้นเรียน และเมื่อวิจัยชั้นเรียน ทำเพื่อเด็กคนนี้ กลุ่มนี้ ห้องนี้ เฉพาะวิชานี้ คนที่มีความรู้เรื่องสถิติวิจัย น่าจะเข้าใจแหละค่ะ ว่าจะต้องใช้สถิติอ้างอิงอะไรหรือ ที่จะต้องแปลกลับจากกลุ่ม ตย. นี้ ไปสู่ประชากรไหน อะไรงั้นหรือคะ เด็กคนนี้ เด็กกลุ่มนี้ ห้องนี้ เป็นกลุ่ม ตย. ไปสู่ประชากรเด็กคนไหน กลุ่มไหน ห้องไหน  รร.ไหน จังหวีดไหน งั้นหรือคะ

ขอทิ้งท้ายคำถามแรกแบบนี้ละกันค่ะ  อจ.คงได้คำตอบ จากคำถามของ อจ.แล้ว

เยี่ยมมากค่ะ คำถาม ของ อจ.

คำถามอื่นเดี๋ยวขอหาเวลาว่าง ๆ หน่อย ค่อย ตอบ นะคะ คำถามเดียว ยาวเชียว คนอื่นมาช่วยตอบคำถามนี้ คำถามอื่น ก็ได้นะคะ เชิญชวนหลายทีแล้ว มีแต่คนอ่าน ไม่มีคนมาช่วยแลกเปลี่ยนความรู้กันมั่งเลยค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-22 22:55:44 IP : 1.10.199.132


ความคิดเห็นที่ 2 (4033112)

ขอตอบคำถามข้อที่ 2 ต่อ นะคะ

1. คำว่าทำงานชิ้นงานหรือปฏิบัติงานตามสภาพจริง ขอพูดถึงคำนี้ก่อน นะคะ มีการเข้าใจผิดกับคำนี้มากเลยตอนนี้ ที่เราชอบพูดว่า ประเมินตามสภาพจริงนั้น ถ้าหมายถึง authentic assessment คำคำนี้ ต่างกับ performance ass. ประเมินสภาพจริงจะเป็นการให้ นร.ต้องลงมือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนกับ perform แต่ต่างกันที่สถานการณ์ที่ให้ทำงานต้อง real life อยู่ในชีวิตจริงปัจจุบันด้วย ไม่ใช่มาจำลองทำ เช่นมารำให้ดูกันเองในห้อง หัดพูดภาษาอังกฤษกันเองในห้อง นี่ perform แต่ไม่ใช่ authentic ถ้าจะเป็นสภาพจริง โน่น ต้องไปประเมิน นร.ตอนแสดงในงานประจำปีของ รร. ตามไปดู นร.เป็นมัคคุเทศก์พูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ แบบนี้จึงจะเรียกว่าประเมินแบบ authentic ass การประเมินตามสภาพจริง ไม่ใช่ทำได้พร่ำเพรื่อ กิจกรรมที่จะใช้ประเมินสภาพจริงที่ดี กิจกรรมนั้นควรจะต้องให้ นร.ได้บูรณาการความรู้จากหลายอย่างมาทำงานนั้น ได้ทำงานนั้นจากการใช้สื่อหลากหลายแหล่ง ต้องแสดงความสามารถหลายอย่างในการทำงานนั้น ได้มีโอกาสทำงานนั้นร่วมกับคนอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่ทำกันเองในกลุ่มในห้อง  งานที่เขาต้องไปทำงานกับผู้ใหญ่ กับคนอื่นต่างวัย ต่างกลุ่ม ในที่อื่น ๆ ในชุมชน งานนั้นทำให้คนอื่น ไม่ใช่มาจำลองซ้อมทำ ดูกันเอง ประเมินสภาพจริง มันจึงไม่สามารถมาประเมินแบบนี้กันได้บ่อย หรอกค่ะ ไม่ใช่ทำอยู่แต่เฉพาะในวิชาใดวิชาหนึ่ง เท่านั้นด้วยซ้ำ เราใช้ประเมินสภาพจริงกันผิด ๆ คิดว่าอะไรที่ได้ลงมือทำจริง คือประเมินสภาพจริงหมด ซึ่งไม่ใช่ หรือแม้แต่ประเมินตามสภาพจริงอย่างถูกต้อง แต่จำกัดอยู่แต่เฉพาะวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นี่ก็เป็นกิจกรรมประเมินสภาพจริงที่ไม่ดี เพราะจุดเน้นของประเมินสภาพจริง ต้องการให้ นร.ได้สังเคราะห์องค์รวมของความรู้จากหลายด้าน หลายสาขาวิชา ใช้ความสามารถต่าง ๆ ทั้งคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน อะไรต่าง ๆ แบบที่ อจ.ว่ามา เป็นงานที่ต้องมีการทำงานย่อย ๆ มาประกอบกัน ต้องได้วางแผน และแก้ปัญหาเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นได้ การจะประเมินสภาพจริง ครูต้องมีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมหรืองานที่ให้ทำ อย่างท้าทาย และอยู่ในบริบท real life มีองค์ประกอบต่าง ๆ ตามที่ว่าไป ในการประเมินแบบ perform ต่อให้งานนั้นได้ใช้การคิดขั้นสูง แต่ไม่อยู่ในบริบท real life มันก็ยังไม่ใช่สภาพจริง

ดังนั้น บทสรุปคือ ใน authentic ass  จะมี perform แต่ใน  perform ass จะไม่มี authentic ถ้ามันมี  authentic ก็จะเป็น authentic ass

2. ถ้าจะประเมินทักษะการคิดขั้นสูง นี่ไม่เกี่ยวกับให้ทำงานแล้วนะคะ ถ้าต้องการใช้ข้อสอบ การใช้ข้อสอบอัตนัยน่าจะดีกว่าข้อสอบปรนัย หากจะใช้ข้อสอบปรนัยก็สามารถทำได้ แต่มันจะมาฟันธงว่า เด็กทำได้คะแนนดีแล้วรีบสรุปว่ามีทักษะการคิดขั้นสูง ก็พูดไม่ได้เต็มปากหรอกค่ะ การออกข้อสอบที่จะวัดทักษะการคิดขั้นสูง ความสำคัญอยู่ทั้งที่โจทย์ และตัวเลือก ที่มันก็ต้องตรงกับสภาพของทักษะการคิดที่ต้องการวัด คนออกข้อสอบจึงต้องเข้าใจความหมายของทักษะคิดขั้นสูงว่าจะมีตัวอย่างการแสดงพฤคิกรรมอย่างไรที่จะหมายถึงคิดวิเคราะห์เป็น ประเมินเป็น สร้างสรรค์เป็น เช่นนี้เป็นต้น

เช่น ถ้าจะดูว่า นร.แยกแยะได้ไหม เห็นอะไรอย่างหนึ่ง อ่านเรื่องราวโจทย์นี้แล้ว แยกแยะอะไรออกมาได้ไหม ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง รู้ไหมว่าอะไรเป็นองค์ประกอบของสิ่งนี้ สิ่งนั้น รู้ไหมว่าอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามา อาการแบบนี้คือวัดวิเคราะห์ จะสร้างข้อสอบปรนัย ก็เอาพวกนี้ไปแต่งเป็นตัวเลือก

ถ้าจะวัดว่าประเมินเป็นไหม ก็ต้องรู้ว่า คนที่ประเมินอะไรเป็นหรือไม่เป็นนั้น คือคนที่สามารถบอกได้ว่าอะไรดีกว่ากัน เหมาะสมกว่ากัน ตัดสินใจได้ว่าควรจะต้องทำแบบนี้ ไม่ควรทำแบบนี้ เพราะอะไร เหตุผลก็ต้องถูก เหมาะกันด้วย หรือถ้าจะไม่ให้ตัดสิน แต่ถามว่า ถ้าจะต้องตัดสินไปในทางใดทางหนึ่ง ควรจะเอาเกณฑ์อะไรมาจับจึงจะถูก จะเหมาะ นี่ก็วัดความสามารถในการประเมิน ก็เอาพวกนี้ไปสร้างโจทย์ แต่งตัวเลือก

ถ้าจะวัดว่ามีความคิดสร้างสรรค์ไหม หากเราพูดทักษะคิดขั้นสูงพวกนี้ ตามแนวคิด Bloom เดี๋ยวนี้ ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งของ Bloom มองว่าความสามารถในการคิดสร้างสรรค์อะไรออกมา เป็นทักษะที่น่าจะสูงกว่าทักษะความสามารถในการประเมินอะไร ๆ เป็น อย่างที่ Bloom เคยบอก ดังนั้น ความสามารถในการสังเคราะห์ ก็คือสามารถคิด สร้างสรรค์ ประดิษฐ์ อะไรออกมาอย่างสร้างขึ้นใหม่ แบบนี้จึงกลายเป็นทักษะสูงกว่าประเมิน ขั้นการคิดของ Bloom จึงถูกโยกสลับที่กัน ระหว่างขั้น 5 กับ ขั้น 6

ถ้าจะวัดว่าเด็กมีความสามารถแบบนี้ไหม ก็ต้องให้เขาแสดงออกมาว่า โจทย์ นี้ เรื่องนี้ ถ้าจะให้ทำขึ้นใหม่ ออกแบบใหม่ วางแผนใหม่ เรียกว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ควรจะเป็นอย่างไร อาการแบบนี้ จะต้องใช้การสังเคราะห์ คือประมวลข้อมูลต่าง ๆ เหตุ ปัจจัยต่าง ๆ หลอมเข้ามาด้วยกัน แล้วเรียกมันเป็นอะไรสักอย่างขึ้นมาใหม่ นี่คืออาการสังเคราะห์ synthesis แต่พอโยกจากขั้น 5 เดิมนี้ มาเป็นขั้นสูงกว่าประเมินที่เดิมเป็นขั้น 6 การแค่หลอมรวมข้อมูลเข้าเป็นอันใดอันหนึ่งขึ้นมาเท่านั้นยังไม่พอ ต้องให้มันมีความรู้สึกว่า คนนั้นได้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วย จึงได้มีการเปลี่ยนจาก synthesis มาเป็น creation ที่รวมเอา synthesis อยู่ในนี้ด้วย จะออกข้อสอบก็ต้องมีโจทย์ มีตัวเลือกว่าควรออกแบบ ควรจะทำแบบไหนมากกว่ากัน ก็ต้องสร้างตัวเลือกให้เห็นระดับการทำว่าระดับไหนจึงจะเป็น creation  ไม่เป็น creation เดHกเลือกข้อที่ยังไม่เป็น creation ก็สะท้อนว่าเขายังไม่มีคิดสร้างสรรค์ เช่นนี้เป็นต้น

จบคำถามข้อที่ 2 ค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-23 09:33:01 IP : 1.10.199.132


ความคิดเห็นที่ 3 (4033131)

ตอบคำถามที่ 3

จากคำถามข้อที่ 2 ได้อธิบายทักษะ Bloom ไปบ้างแล้วนะคะ ถ้าได้อ่านหนังสือดั้งเดิมของ Bloom แทนการอ่านจากที่มีคนเขียนขึ้นใหม่ หรืออ่านจากหนังสือไทย แล้ว จะพบว่า จริง ๆ แล้ว Bloom ได้แบ่งทักษะ 6 ประเภทนี้เป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มความสามารถที่จะรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ และรู้อย่างเข้าใจ นี่เป็นกลุ่มหนึ่ง และที่เหลืออีก 4 เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เรียงต่อเนื่องแบบขั้นบันไดไปทั้ง 6 ทักษะ

ฺBloom เรียกทักษะพวกนี้ว่า Educational Taxonomy คำว่า taxonomy แปลว่าจัดเป็นกลุ่ม ๆ เป็นพวก ๆ เขาจำแนกให้เห็นว่าแต่ละทักษะทั้ง 6 นั้น มันประกอบด้วยทักษะที่เป็นตัวแทนของทักษะนั้นมีอะไรได้บ้าง คุณปย.ของ taxonomy ทำให้เราเข้าใจ มองเห็น ตย.ทักษะที่จะแสดงออกมาว่าประยุกต์ ว่าเข้าใจ ว่าวิเคราะห์ ฯลฯ นั้น มันสามารถแสดงอาการพฤติกรรม ออกมาเป็นอย่างไรได้บ้าง คุณค่าอยู่ตรงนี้ เพราะคำทั้ง 6 ทักษะนั้น มันเป็นคำโตมาก บางคนก็ไม่รู้ว่า แสดงอย่างไรหรือ จึงจะเรียกว่าประยุกต์ความรู้นำไปใช้เป็น มันแสดงอย่างไรได้บ้าง เขาจะยกทักษะเหล่านี้มาแสดงให้เห็นว่า ทำอย่างไรได้บ้างที่จะถือว่าคนที่ประยุกต์ความรู้ ความเข้าใจ จาก ขั้น 1 - 2 มาใช้เป็น มันทำอย่างไร ก็เป็น ปย.สำหรับเราที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน และการประเมิน ว่า จะให้ นร. แสดงพฤติกรรมอย่างไรได้บ้างที่สะท้อนความสามารถการคิดด้านน้ัน ๆ ดังที่ดิฉันได้อธิบาย ตย.การออกข้อสอบสะท้อนการคิดด้านต่าง ๆ ไปแล้วในคำถามที่ 2

Bloom อธิบายว่า คนเราจะนำความรู้ความเข้าใจไปใช้เป็น จะแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ได้ จะประเมินเป็น จะหลอมรวมความรู้อะไร ๆ เข้าด้วยกันเป็น คนคนนั้น ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเป็นฐานก่อน เรียกว่า ถ้าไม่มี ขั้น 1 - 2 ก็ไป 3 - 6  ไม่ได้

เนื่องจากสิ่งที่ Bloom เขียน เขากำลังพูด taxonomy ของทักษะต่าง ๆ เพียงเรียงลำดับว่า มันมีความสามารถจากกลุ่มต่ำ ๆ ต้น ๆ ไปสู่กลุ่มทักษะที่ต้องใช้ความสามารถสูงขึ้น ๆ เท่านั้นเอง เขาแยกกองแบบนี้ให้เราเห็นแล้วชี้ให้เห็นว่ากองทักษะพวกนี้มันค่อย ๆ สูงขึ้น เป็นกอง ๆ ไปอย่างไร แต่เราไปเข้าใจว่ามันต้องเรียงลำดับ เป็น process ตรงนี้แหละที่เป็นความเข้าใจผิดกันอย่างกว้างขวาง ถึงขนาดกาลครั้งหนึ่งไปบังคับให้เขียนมาตรฐาน ตัวชี้วัดในหลักสูตรของ สพฐ. แบบให้เอาทักษะ Bloom มาเรียงตามระดับชั้น กลายเป็นเด็กอนุบาล ประถม ยังตัดสินใจไม่ได้นะคะว่าจะยกมือขออนุญาตคุณครูไปเข้าห้องน้ำดีหรือไม่ ต้องไปรอ ม.ปลายก่อน จึงจะตัดสินใจได้ แค่อนุบาลรู้เข้าใจก่อน ว่าหนูปวดฉี่ ลองไปอ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ ดูละกัน นะคะ สมัย ทำหลักสูตร 2544 ถึงขนาดนำเอา Bloom taxonomy เข้ามาแจกในที่ประชุม ให้ คณะ กก.เขียนตัวชี้วัดแบ่งตามขั้นของ Bloom ว่าตัวชี้วัดประถม ให้เป็นรู้ เข้าใจ แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับไปจนเป็นประเมิน ตัดสินใจ ใน ม.ปลาย จึงเป็นที่มาที่ดิฉันเอาไปแซวว่า เด็กอนุบาลห้ามตัดสินใจว่าจะบอกหรือไม่บอกครูดีถ้าจะปวดฉี่ เพราะถ้าหนูทำ แปลว่า หนูมีทักษะตัดสินใจแล้วนะซี

เห็นไหมคะ สิ่งที่ดิฉันยกตัวอย่างนี่ต้องการให้เห็นว่า 6 กลุ่มทักษะของ Bloom นั้น มันไม่ใช่เอามาตัดแบ่งให้เกิดตามวัยของคน เด็กเล็ก เขาสร้างความรู้ เข้าใจ ไปจนถึงประเมิน ตัดสินใจได้ทั้งนั้นแหละ ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่รอจนโตแล้วถึงจะวิเคราะห์เป็น ประเมินเป็น เด็กประถม เขาก็วิเคราะห์ ประเมินเป็น จะถูก ไม่ถูก นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่จะพัฒนา ค่อยสอนกันไป การเอา Bloom มาใช้ตัดเป็นแบ่งเป้าหมายการศึกษาระดับต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องผิดอย่างร้ายแรง เป้าหมายการศึกษามันต้องกำหนดสูงไว้เลย เด็กเล็กก็ต้องตัดสินใจเป็น แต่ตัดสินใจเป็นแบบไหนที่เหมาะกับเขา  ทำอย่างไรจึงจะทำให้เขาตัดสินใจได้ นั่นเป็นเรื่องการเรียนการสอน ไม่ใช่กำหนดเป้าหมายการศึกษาเด็กชั้นนี้ให้แค่รู้ เข้าใจ ระดับโน้นค่อยวิเคราะห์ สังเคราะห์ แบบนี้ไม่ได้ ผิดค่ะ

การเรียงให้เห็นว่ากลุ่มทักษะที่ง่าย ๆ มีอะไรบ้าง แล้วกลุ่มทักษะที่ซับซ้อนขึ้น เป็นอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่ Bloom เสนอไว้ มีแค่นี้ ทีนี้ภูมิหลัง ความรู้ ประสบการณ์ของแต่ละคน มีไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ครูต้องไม่ลืมว่าทักษะพวกนี้ เด็ก ผู้ใหญ่ ไม่ว่าวัยไหน เขามีอยู่แล้วตามธรรมชาติความเป็นคน มีกันอยู่แล้ว ไม่ใช่หัวสมองเขาว่างเปล่า ที่เราจะมาตัดแบ่งสมองเขาว่า ตอนนี้เธอแค่รู้ เข้าใจก่อน นะ ห้ามตัดสินใจ ไปรอตัดสินใจ ตอนโต ถ้าตามแนวคิด Bruner เขาก็เชื่อว่า ไม่ว่าวัยไหนสอนทักษะพวกนี้ได้ทั้งนั้นแหละ เด็กเล็ก ก็สอนให้ประเมิน สังเคราะห์ ได้ อยู่ที่วิธีการเท่านั้นแหละ สิ่งที่ดิฉันว่าไปนี้ น่าจะนำไปทบทวน การเขียนตัวชี้วัดในหลักสูตร สพฐ.ด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ไม่งั้นการเรียนรู้เสียหมด

ดังนั้น เมื่อจะนำทักษะพวกนี้มาใช้ในแง่การจัดกิจกรรมการรเียนการสอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายการสอนที่ต้องการ ครูก็ต้องรู้ว่า หากต้องการให้นร.วิเคราะห์เป็น ก่อนอื่น เขาต้องรู้ เข้าใจ อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะให้เขาวิเคราะห์ก่อน โดยไม่ต้องผ่านขั้นประยุกต์ หรือการนำไปใช้ หรือไม่ก็ได้ อยู่ที่สิ่งที่จะวิเคราะห์นั้น มันต้องอาศัยการประยุกต์ก่อนหรือเปล่า ถ้าไม่ก็ไม่ต้อง ถ้าต้อง ครูก็ต้องให้แน่ใจว่า เขาต้องประยุกต์เป็นก่อน ไม่งั้นจะแยกแยะไม่ได้

หรือจะให้ นร.คิดสร้างสรรค์ พื้นฐานก็เหมือนเดิม เขาต้องรู้ เข้าใจ กับเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้นก่อน เห็นไหมคะ กลายเป็นขั้น 1 - 2 ที่ดูถูกกันนักนี่ มันสำคัญนะ เพราะมันกลายเป็นทักษะพื้นฐานของการนำไปสู่คิดขั้นสูงอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เมื่อรู้ เข้าใจแล้ว เขาจะสร้างสรรค์อะไรออกไปเลยก็ยังได้ โดยไม่ต้องให้เขาต้องมาทำกิจกรรมที่แสดงทักษะอะไรก่อนหน้านี้ก่อน เขียนกิจกรรมก็จัดกิจกรรมขั้น 1 - 2 เช็คว่า เข้าใจตรงกันก่อน นะ แล้วให้ทำกิจกรรม 6 ไปเลย แบบนี้ก็ได้ ดังที่บอกไป ทุกคนมันมีความสามารถที่จะคิด 6 แบบนี้อยู่กันมาก่อนแล้ว กิจกรรมการสอน ไม่จำเป็นต้องไต่ระดับ 6 อย่าง แบบนี้มันไปทุกครั้ง แต่ถ้าเด็กทำไม่ได้ ก็ถึงค่อยมาดูว่าที่เขาทำไม่ได้ เพราะไม่มีทักษะ 3 ก็ไปให้เขาได้ฝึกใช้ทักษะ 3 ก่อน แล้วมาทักษะ 6 หรือทักษะ 6 นี่ ต้องใช้ทักษะ 4 ด้วย ถ้าไม่มีทักษะ 4 ก็ไปทักษะ 6 ไม่ได้ แบบนี้ เราก็เสริมทักษะที่เป็นฐานของอีกทักษะหนึ่งลงไป นี่คือการนำทักษะ Bloom ไปใช้ จาก 1 - 2 จะไป 5 ไป 3 หรือไป 4 ได้ทั้งนั้น หรือ จาก 1-2 แล้วไป 5 และ 6 ก็ได้ โดยๆไม่ต้องมี 3 กับ 4 ก็ได้ จาก 1 - 2 แล้วไป 3 - 4-5-6 ก็ได้ เดินไป 1 - 6  แล้ว จะวกย้อนกลับมาที่ 4 แล้วไป 3  กลับไปกลับมา แบบนี้อีก ก็ยังได้ มันอยู่ที่ครูเดินเรื่องว่าจะสอนเรื่องนั้นอย่างไร คุณ ปย.ของ Bloom มันจึงทำให้เราอาศัยกลุ่มทักษะพวกนี้มาใช้เป็นกรอบในการเดินเรื่องสอนไป มา จนถึงเป้าหมายการเรียนที่เราต้องการ   ไม่ใช่เอามาใช้แบบกระบวนการสอนแบบแก้ปัญหา มี 5 ขั้น  ต้องจาก 1 ไป 5 ข้ามขั้นไม่ได้ ไม่งั้นจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย แก้ได้แล้วก็จบ จะเริ่มต้นใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนปัญหาใหม่ taxonomy ของ Bloom ไม่ใช่แบบนี้

ปัญหาเรื่อง Bloom นี้ ขอสันนิษฐานว่าที่ทำให้เข้าใจกันผิดขนานใหญ่ คงเป็นเพราะเราไปเรียกมันว่า ขั้น หรือเปล่า เราเรียกทักษะ 6 ขั้น กันมา 70-80 ปีแล้วมั้ง การไปเรียก ขั้น แบบนี้ เลยสร้างความเข้าใจผิดในการนำไปใช้ เพราะ taxonomy ไม่ได้แปลว่า ขั้น สักหน่อย

คำถามของ อจ.ข้อนี้ ไม่ใช้คำถามพื้น ๆ เลย ขอชื่นชมที่ อจ.เกิดคำถาม แบบนี้ มองเห็นว่า อจ.ไม่ใช่ไม่มีความรู้หรอก อจ.มีความรู้จริง ๆ คนที่มีความรู้ จะรู้จักสงสัยในสิ่งที่ "เข้าท่า" แบบนี้ ดิฉันขอบคุณ อจ.มาก นะคะ ที่เป็นตัวแทน ของการ "แกล้งสงสัย" ไม่รู้ เพื่อจะได้กระตุก กระตุ้น เปิดโอกาสให้ดิฉันได้อธิบาย ชี้แจง เรียกว่า แกล้งใช้ดิฉันเป็นเครื่องมือ แหะ แหะ พูดเล่น ถ้าไม่มีคำถามดี ๆ แบบนี้ ก็ไม่คิดจะต้องมาอธิบาย ซึ่งลึก ๆ ก็เห็นมานานแล้ว ว่าเข้าใจเรื่องนี้กันผิดมากมาย แต่บางทีก็ไม่ใช่วิสัย ที่ดิฉันจะต้องไปยุ่งกับทุกเรื่อง นี่เลยมีข้ออ้างว่าได้อธิบาย เพราะมีคำถาม

ขอบคุณ นะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-23 11:09:19 IP : 1.10.199.132


ความคิดเห็นที่ 4 (4033136)

ตอบคำถุาม ที่ 4

ถ้า อจ.หมายถึงข้อสอบปรนัย ใช่ค่ะ  1 ข้อ ต้องวัดทักษะเดียว หมายถึงว่าโจทย์ข้อนั้นวัดวิเคราะห์ ก็วิเคราะห์เลย วัดเข้าใจ ก็เข้าใจ มาปะปนกันมันก็แยกไม่ได้ว่า ตกลงจะให้แสดงทักษะด้านไหน เช่นโจทย์ถามทักษะหนึ่ง ตัวเลือกไปทักษะโน้นข้อ ทักษะนี้ ข้อ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด แต่ถ้าตัวเลือกที่อจ.เอามาสร้าง อจ.สร้างตัวเลือก ที่อาจจะเขียนข้อความอะไรที่สื่อว่ารู้ เข้าใจ แล้ววิเคราะห์ด้วย แบบนี้ ยังไงก็จะต้องถือทักษะสูงสุดในข้อนั้น ๆ เป็นหลัก อยู่ดี ว่าข้อนี้ วัดวิเคราะห์ เราจะไม่มาจำแนกว่า นี่เข้าใจ แต่วิเคราะห์ไม่ได้ อะไรแบบนี้

แต่ถ้าเป็นข้อสอบอัตนัย อจ.สามารถทำได้ค่ะ  1 ข้อ นี่วัดทักษะหลายอย่างได้ อยู่ที่คำถาม ประเด็นที่ อจ.ค่อย ๆ ตั้งไป ถามเพื่อดูว่า เข้าใจไหมวิเคราะห์ได้ไหม ประเมินได้ไหม รวมอยู่ข้อเดียวกันได้ค่ะ

ตอบหมดแล้วนะคะ ขอไปทำงานอื่นต่อละ

ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-01-23 11:18:07 IP : 1.10.199.132


ความคิดเห็นที่ 5 (4033908)

ขอบคุณครับ อะไรที่ไม่แน่ใจตอนนี้แน่ใจแล้วครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น curious learner วันที่ตอบ 2017-01-26 23:22:27 IP : 171.96.170.233


ความคิดเห็นที่ 6 (4071170)

เรียน อ. นาตยา ค่ะ 

ขอชื่นชมผู้ที่ตั้งคำถามและ อ.นาตยา ผู้ตอบคำถามด้วยใจจริงค่ะ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าไปคิดต่อมากๆ ค่ะ เมื่อเราพูดถึง Bloom’s taxonomy of learning ที่เรามักจะสอนให้จำว่า การเรียนรู้คนเราจะเริ่มต้นจากความรู้ความจำไปจนถึงการประเมินค่า ดังนั้นเวลาครูออกแบบการเรียนการสอน การออกข้อสอบจึงต้องทำตามแนวทางของ Bloom วิธีการมองการเรียนรู้ที่เป็นแบบลำดับขั้นตอนหลายๆ ครั้งทำให้เราเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเรียนรู้จริงๆ ค่ะ เพราะหลายๆ ครั้งคนเราไม่ได้เรียนรู้แบบเป็นลำดับขั้นตอนแต่อย่างใด มันมีการสลับไปมาอยู่ตลอดเวลา 

โดยนัยนี้ในคณะครุ/ศึกษาศาสตร์ รายวิชาเช่น จิตวิทยาการเรียนรู้ หรือ ศาสตร์การเรียนการสอน อาจจะต้องปรับแนวคิดบางอย่าง เพราะดูแล้วเรื่อง Bloom"s taxonomy น่าจะเป็นเรื่องที่ อจ.ครุ/ศึกษาศาสตร์ อาจจะยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่พอสมควร 

 
ผู้แสดงความคิดเห็น ครูรักเรียน วันที่ตอบ 2017-10-25 20:48:20 IP : 110.77.186.205



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.