ReadyPlanet.com


จะประเมินผู้เรียนว่าเด็กมีความสามารถในการคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ หรือแบบอริยสัจ ด้วยวิธีการใด ด้วยแบ


ขอคำปรึกษาและความรู้ครับ

ผมต้องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนิการ ซึ่งมีแนวคิดรือหลักการคิดอยู่ 10 วิธีการคิด

เช่น ผมสอนเด็กโดยใช้วิธีการคิดแบบอริยสัจ และแบบแยกแยะส่วนประกอบ แต่ยังไม่กระจ่างว่าจะมีวิธีการในการประเมินการคิดใน 2 แบบนี้อย่างไร ด้วยวิธีการใด และด้วยแบบประเมินที่มีลักษณะอย่างไร (ขอตัวอย่างด้วยครับ)

จึงจะสะท้อนการคิดทั้ง 2 แบบนี้ได้ดีที่สุด และสามารถที่จะบอกได้ว่าเด็กแต่ละคนมีการคิดทั้ง 2 แบบนี้อยู่ในระดับใด ขอบคุณครับ



ผู้ตั้งกระทู้ ครูต่างจังหวัด :: วันที่ลงประกาศ 2017-05-10 07:24:55 IP : 1.46.166.37


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (4048183)

ก่อนอื่นขอชมก่อนเลยค่ะ ที่ อาจารย์จะใช้วิธีสอนอะไร ก็คิดเชื่อมโยงไปด้วยว่าจะประเมินตามสิ่งที่สอนอย่างไรด้วย ส่วนใหญ่ใช้วิธีสอนแบบอริยสัจ แต่ประเมินก็พูดว่าสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์  ซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร ถ้าสอนด้วยอริยสัจ ก็แปลว่า อยากรู้ว่า นร.จะแก้ปัญหาแบบอริยสัจได้ไหม หรือจะสอนให้แยกแยะส่วนประกอบ ก็ต้องประเมินว่า แยกแยะส่วนประกอบเป็นไหม แบบนี้ถูกต้องเลยค่ะ

อริยสัจ คือสอนให้คิดแก้ปัญหาเป็น ประเมินก็ต้องประเมินว่า นร.แก้ปัญหาด้วยการคิดแบบอริยสัจ เป็นไหม เช่น ถ้าออกข้อสอบ ก็ถามว่า โจทย์ข้อนี้ อะไรคือทุกข์ หรืออะไรคือปัญหา ข้อใดต่อไปนี้คือปัญหา เป็นต้น  อะไรคือสมุทัย ก็คือ ข้อใดต่อไปนี้คือสาเหตุของปัญหานี้ นิโรธ คือข้อใดต่อไปนี้ ควรเป็นเป้าหมายของการแก้ปัญหานี้ หรือการจะแก้ปัญหานี้ ควรเป็นไปเพื่อเป้าหมายอะไร นี่คือนิโรธ และมรรค คือข้อใดต่อไปนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหานี้ หรือปัญหานี้ จะแก้ด้วยทางใดจึงจะเหมาะสม นี่คือการถามเพื่อประเมิน อจ.จะทำเป็นแบบทดสอบปรนัย แยกย่อยถาม หรือจะถามเป็นชุด เลยก็ได้ เป็นข้อสอบอัตนัย ก็ได้ ก็ให้ตอบเป็นชุดแบบนี้ เวลาวิเคราะห์ผลการสอบ ถ้า อจ.ทำข้อสอบปรนัย แล้วแยกเป็นข้อย่อย ๆ เวลาวิเคราะห์ อจ.จะรู้ว่าข้อไหนคือถามปัญหา-ทุกข์  ข้อไหนบ้าง ถามสาเหตุ-สมุทัย ข้อไหนบ้างถามเป้าหมาย-นิโรธ และข้อไหนบ้างถาม มรรค ถ้า อจ.ทำข้อสอบเป็นชุดแบบนี้ เวลาวิเคราะห์ผล อจ.จะรู้เลยว่า นร.มีปัญหา หรือทำได้ดีที่ตรงไหน เช่น มองปัญหา-ทุกข์ เป็น ได้คะแนนส่วนนี้ดี  แต่กำหนดเป้าหมายที่จะแก้ หรือนิโรธ ไม่ค่อยเป็น เช่นนี้เป็นต้น ค่าคะแนน จะจำแนกความสามารถ นร.ได้ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เขาทำคะแนนด้านไหนดี ด้อย แทนที่จะมาเหมารวมคะแนนไปหมด ว่า ได้ 20 ส่วน 30 แบบนี้ เรียกว่าออกข้อสอบ ได้ผลมาวิเคราะห์ไม่คุ้มค่า ต้องให้รู้ว่า ในอริยสัจ นี้ เขาดีขั้นไหน ด้อยขั้นไหน แบบนี้ จะเยี่ยมเลย แทนที่จะไปเอาแต่คะแนนรวม ผลของคะแนน จะเป็นข้อมูลที่เป็น ปย.ต่อการจะพัฒนาปรับปรุง นร. ว่าควรทำที่จุดไหน

ถ้าหากจะให้ นร.ปฏิบัติงาน แล้วจะประเมินการทำงาน แล้วดูว่าเขามีทักษะแก้ปัญหาแบบอริยสัจไหม ก็ทำได้เช่นกัน เมื่อเขาทำงานแล้ว อจ.ก็ทำแบบสอบถาม ถามเขา ทำนองเดียวกันกับที่ว่าไปในการออกข้อสอบ ทำแบบเดียวกัน สอบถาม เขาว่า ปัญหาคืออะไร สาเหตุของปัญหาจากการทำงานนี้คืออะไร การแก้ปัญหานี้ เป้าหมายคืออะไร และใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหา นี่ก็เป็นการเอาอริยสัจ มาเป็นกรอบการสร้างข้อรายการในแบบสอบถามได้เช่นกันค่ะ

การแยกแยะองค์ประกอบ ก็ทำนองเดียวกันค่ะ สอนให้ นร.แยกแยะองค์ประกอบได้ ว่าอะไรเป็นส่วนประกอบของกันและกัน อะไรทีไม่ใช่องค์ประกอบของเรื่องนี้ อะไรเกี่ยวข้อง อะไรไม่เกี่ยวข้อง อะไรเป็นส่วนประกอบหลัก อะไรเป็นส่วนประกอบรอง ย่อย ลดหลั่นกัน อะไรอิงอาศัยกัน อะไรไม่อิงอาศัยกัน อะไรที่ขาดหายไป อะไรที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ถ้าจะเติมเต็มให้สมบูรณ์ ต้องเป็นอะไร เหล่านี้เป็นตัวอย่างการถามในเรื่องการแยกแยะองค์ประกอบ ทั้งสิ้นเลยค่ะ การสอนแยกแยะองค์ประกอบ จะถามจากโจทย์ที่เป็นเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิต แบบสอนสังคมศึกษา หรือจะเป็นวัตถุสิ่งของ แบบสอน เช่่น วิทยาศาสตร์ ก็ได้ทั้งสิ้นค่ะ อยู่ที่ อจ.สอนเรื่องอะไร ทักษะนี้ก็เอาไปใช้ได้ทุกเรื่องค่ะ

ทั้งสองเรื่อง บอกไม่ได้หรอกค่ะว่าไหนดีกว่ากัน  ดีทั้งคู่แหละ เพราะมันขึ้นกับว่า เป้าหมายการสอนของ อจ.คืออะไรต่างหาก มันเป็นการคิด คนละแบบกัน โยนิโส 10 วิธีคิด ก็ไม่ใช่ว่า วิธีคิดแบบไหนดีกว่ากัน อย่าพยายามหาคำตอบนี้ ผิดค่ะ บางสถานการณ์เราก็ต้องรู้จักคิดแบบนี้ อีกเรื่องก็ต้องรู้จักคิดอีกแบบ

ไม่เคลียร์ก็สอบถามมาได้อีก นะคะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-05-10 16:00:11 IP : 1.0.201.99


ความคิดเห็นที่ 2 (4048187)

กราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยครับ ที่ให้ความกระจ่าง และยกตัวอย่างการประเมินการคิดแบบอริยสัจและแบบแยกแยะองค์ประกอบ

ให้เห็นได้ชัดเจน ผมจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาการคิดของลูกศิษย์ต่อไปครับ ต้องขอบคุณอีกครั้งครับที่อาจารย์ให้บริการความรู้

ให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์กับครูที่เกิดความสงสัย หรือไม่เข้าใจประเด็นใดก็อุ่นใจครับ เพราะมีแหล่งเรียนรู้เรื่องการศึกษาคอยให้คำแนะนำ

ตลอดเวลา

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูต่างจังหวัด วันที่ตอบ 2017-05-10 17:05:37 IP : 1.46.166.37


ความคิดเห็นที่ 3 (4048194)
ยินดีค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-05-10 20:17:20 IP : 1.47.106.56


ความคิดเห็นที่ 4 (4049425)

เรียน  รศ.ดร. นาตยา ที่เคารพ

เมื่อ 1-2 เดือนที่แล้วผมได้ขอความรู้และคำแนะนำเรื่องการออกแบบการเรียนรู้  Active Learning  และได้นำความรู้และ        คำแนะนำที่อาจารย์เสนอแนะ ไปใช้ และส่งหน่วย Active Learning  เรื่อง วันสำคัญทางพุทธศาสนาประกวด ซึ่งเป็นโครงการของ สพฐ. ได้รับรางวัลด้วยครับ ต้องขอบคุณอาจารย์ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ 

และต้องขอคำแนะนำและคำปรึกษาเพิ่มเติมเรื่องการเขียนเกณฑ์การประเมินกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งผมสนใจการสอนทั้ง 10 วิธีนี้ แต่เป็นปัญหาเรื่องเกณฑ์การประเมิน จึงขอคำปรึกษาและคำแนะนำ หรือตัวอย่างพอเข้าใจ โดยผมเขียนเกณฑ์มาให้อาจารย์พิจารณาให้ครับ เพื่อจะได้เกณฑ์ประเมินการคิดทั้ง 10 วิธีนี้ที่มีคุณภาพ 

เกณฑ์ประเมินกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธีคิด ดังนี้

1.การคิดแบบวิภัชชวาท

พูดหรือแสดงหลักการในสถานการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นด้าน ๆ ตามที่เป็นจริง โดยจำแนกทีละด้าน ทีละประเด็น ทีละแง่ ทั้งข้อดี

และข้อเสีย จนครบทุกประเด็น แล้วจำแนกด้านอื่น ๆ ต่อไป

-จำแนกโดยส่วนประกอบ แยกแยะส่วนประกอบ และแยกแยะองค์ประกอบย่อย ๆ ของสิ่งนั้นๆ ได้

-จำแนกโดยลำดับขณะ เป็นการแยกแยะ และวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามลำดับการสืบทอดแห่งเหตุปัจจัยตามลำดับเวลาลำดับขั้นตอน ลำดับเหตุ ลำดับผล โดยแต่ละระยะของเหตุการณ์ ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงกับข้อเท็จจริงทุกประเด็น                       

-จำแนกแบบเงื่อนไข เป็นการมองความจริง โดยการให้ความสำคัญในการพิจารณาเงื่อนไขได้ชัดเจน และเสนอข้อสรุป                 

หรือข้อวินิจฉัยสิ่งนั้น ๆ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ตรงประเด็น และตอบปัญหา โดยการคิดจำแนกแยกแยะแล้วชี้แจงแง่มุมต่าง ๆ จนผู้ถามเข้าใจแจ่มแจ้ง และเข้าใจแนวทางการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ชัดเจน

2.การคิดแบบสามัญลักษณะ

ใช้สติกำกับการดำเนินชีวิตในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยรู้เท่าทันความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายยอมรับความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายว่า เมื่อเกิดแล้วต้องดับไป ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน และจะไม่คงอยู่ตลอดไป ต้องดับสลาย และปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายได้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในชีวิตจริง และแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัยต่างที่มากระทบ โดยใช้สติ และใช้ปัญญากำกับอย่างเป็นขั้นตอน โดยปราศจากความทุกข์ใจ และความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น

3.การคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ใช้ปัญญาเป็นฐานในการคิด โดยมีสติกำหนดรู้เท่าทันสภาวการณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบจิตของตนเอง ในทุก ๆ เรื่อง และรู้จักใช้สติยับยั้งจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ของตัณหา ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจของกิเลส โดยใช้สติกำกับ และกำหนดรู้สิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันว่าทำอะไร ด้วยวิธีการใด มีเป้าหมายอย่างไร และรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรค และจะแก้ไขอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง และด้วยวิธีการอย่างไร และสามารถนำประสบการณ์ในอดีตมาวางแผนการทำงานในปัจจุบันสู่ความสำเร็จในอนาคต

4.การคิดแบบคุณโทษและทางออก

วิเคราะห์สิ่งทั้งหลายในสถานการณ์ ในแง่มุมต่าง ๆ ได้ตามความเป็นจริง โดยการจำแนกแยกแยะ ด้านดี ด้านร้าย ว่าอะไรเป็นด้านดี ด้านเสีย อะไรเป็นคุณ และอะไรเป็นโทษได้อย่างถูกต้อง และเมื่อมองเห็นด้านดี ด้านเสียครบทุกประเด็นแล้ว จึงกำหนดทางออก หรือแนวทางการแก้ปัญหาว่าเป็นอย่างไร ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด และตัดสินใจในการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้สำเร็จ

5.การคิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียม

ดำเนินชีวิต โดยใช้ปัญญาพิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการอย่างรอบคอบ โดยไม่ให้กิเลสหรือตัณหาเข้าคอบงำ และตัดสินใจได้ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าแท้ เป็นกุศลธรรม อะไรเป็นคุณค่าเทียม เป็นอกุศลธรรม สามารถปรับตัวและแก้ไข ลดละ สิ่งที่เป็นไปเพื่อกิเลสได้อย่างสร้างสรรค์ และประเมินผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาได้ว่า สิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชีวิต และสิ่งใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง มากน้อยเพียงใด

6.การคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์

พิจารณาหรือกำหนดหลักการหรือหลักธรรมใด ๆ ในการทำงานได้ชัดเจน และปฏิบัติตามหลักการหรือหลักธรรมนั้น ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยปฏิบัติตนได้สอดคล้องกับอรรถหรือจุดมุ่งหมาย และเป้าหมายที่ต้องการในทางที่ดีงาม และสร้างสรรค์ วิเคราะห์อุปสรรคในการนำหลักการหรือหลักธรรมสู่การปฏิบัติได้ กำหนดปัจจัยเกื้อหนุนการนำหลักการหรือหลักธรรมไปปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดได้ และชี้ให้เห็นประโยชน์หรือความเจริญที่ได้จากการปฏิบัตินั้น ๆ โดยสรุปผลการปฏิบัติงานนั้น ๆ ได้อย่างเป็นระบบและ           เป็นแบบอย่างที่ดีของการพัฒนางาน

7.การคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำ โดยการสืบสาวให้ถึงเหตุปัจจัยที่สืบทอดกันมา โดพิจารณาได้ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ   ที่เป็นสาเหตุหลัก อะไรเป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุรอง และอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลนั้น ๆ ตามมา โดยการหาความสัมพันธ์ หรือตั้งคำถาม แล้วหาคำตอบ และเมื่อได้คำตอบที่แท้จริงได้แล้ว จึงสืบสาวไปถึงวิธีการแก้ปัญหานั้น ๆ และแก้ปัญหาได้สอดคล้องกับสาเหตุของปัญหานั้น ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนปัญหานั้นสำเร็จ

8. การคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม

ปลุกเร้า เชิญชวนให้บุคคลอื่นปฏิบัติตนในทางที่ดีงาม เป็นกุศล และเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงสังคมส่วนรวม ในทางที่สร้างสรรค์ โดยใช้สติกำกับและรู้เท่าทันความจริงว่าอะไรปฏิบัติแล้วจะเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดีงาม นำมาซึ่งความเจริญ และรู้ว่าอะไรปฏิบัติแล้วนำมาซึ่งความเสื่อม เป็นอกุศล และสามารถสกัดกั้นและบรรเทาปัญหาทั้งปวงไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเองและสังคมส่วนรวม ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของเรื่องนั้น ๆ

9.การคิดแบบอริยสัจ

วิเคราะห์เรื่องราวหรือสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ว่าอะไรคือปัญหา (ทุกข์)อะไรคือสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) อะไรคือแนวทาง    ในการแก้ปัญหา (นิโรธ) โดยเลือกแนวทางการแก้ปัญหาได้สอดคล้อง และเหมาะสมกับปัญหานั้น ๆ และเลือกวิธีการในการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ (มรรค)

10.การคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

แยกแยะองค์ประกอบของเรื่องที่กำหนดได้ว่า สิ่งใดเป็นองค์ประกอบหลัก สิ่งใดเป็นองค์ประกอบรองและสิ่งใดเป็นองค์ประกอบย่อย      ที่ลดหลั่นกันไป สิ่งใดเป็นส่วนประกอบที่สัมพันธ์กันสิ่งใดไม่ใช่องค์ประกอบของเรื่องนี้ สิ่งใดเกี่ยวข้องกันสิ่งใดไม่เกี่ยวข้องกัน สิ่งใดอิงอาศัยกัน สิ่งใดไม่อิงอาศัยกันสิ่งใดที่ขาดหายไป และสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ถ้าจะเติมเต็มให้สมบูรณ์ ต้องเพิ่มเติมอะไร เรื่องใด  หรือสิ่งใด

กราบขอบพระคุณอาจารย์ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูต่างจังหวัด วันที่ตอบ 2017-05-19 13:32:57 IP : 10.0.0.145


ความคิดเห็นที่ 5 (4049454)

ยินดีด้วยค่ะ กับความสำเร็จของ อจ.

ที่ อจ.ทำมานี้ ไม่ใช่เกณฑ์ค่ะ เป็นเพียงการให้นิยาม ความหมายของการคิดแต่ละแบบ เท่านั้น

เกณฑ์ประเมินต้องเขียนเป็น rubric ค่ะ

ลองส่งงาน หรือปรึกษาทางเมล์ดีไหมคะ ตรงนีั้เดี๋ยวมันจะยืดยาว

ถ้าสนใจ

fedunyp@ku.ac.th

ค่ะ
 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2017-05-19 16:27:56 IP : 1.10.198.3


ความคิดเห็นที่ 6 (4049510)

ครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูต่างจังหวัด วันที่ตอบ 2017-05-20 09:02:11 IP : 10.0.2.235



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.