ReadyPlanet.com


การหาประสิทธิภาพนวัตกรรม


อาจารย์นาตยาครับ หากต้องการหาประสิทธิภาพนวัตกรรมตามแนวคิด ศ.ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ ค่า E1 ที่เป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และ E2 ที่เป็นพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) เมื่ออ่านงานวิจัยแนวนี้หลายสถาบันจะพบคำถามชวนสงสัยคือ เมื่อมีนวัตกรรม (ชุดกิจกรรมการเรียนรู้) และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 ชุด/แผน จะพบวิธีการหาค่าประสิทธิภาพ 2 ลักษณะ ดังนี้
1. นำคะแนนแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดจากแผนที่ 1-5 มารวมเป็น E1 และคะแนนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น E2 นำเสนอผลการทดลองในภาพรวม
2. นำคะแนนแบบฝึกหัด/ใบงานในแผนที่ 1 เป็น E1 และคะแนนทดสอบหลังเรียนของแผนที่ 1 เป็น E2 และทำเช่นนี้กับแผนที่ 2, 3, 4, 5 นำเสนอผลการทดลองเป็นรายชุด
แบบใดถูกต้องเหมาะสม



ผู้ตั้งกระทู้ วิทยา :: วันที่ลงประกาศ 2014-11-03 15:11:03 IP : 122.155.43.182


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2988768)

 ที่จริงเราใช้เรื่องการหาประสิทธิภาพนี่ เพี้ยน ๆ หรือแปลงกายจากต้นตอเดิม ตั้งแต่แนวคิดการสร้าง ตั้งแต่ต้นน้ำแล้วค่ะ กลางน้ำ ปลายน้ำ ก็ยิ่งแปลงกายไปจากเดิมใหญ่ พูดภาษาการบ้านการเมืองหน่อย พอกระชุ่มกระชวย แหะ แหะ

เรื่องการหาประสิทะิภาพ ต้นตอเขาจะทำกับ programmed instruction หรือบทเรียนแบบโปรแกรม หรือบทเรียนสำเร็จรูป ตั้งแต่เมื่อ40-50 ปีก่อนโน่นแล้ว ตามแนวคิดของ behaviorism เป็นสื่อที่ทำขึ้นให้เด็กเรียนด้วยตัวเอง ที่ว่าเพี้ยน ก็คือ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำสื่ออะไรสอน ที่ไม่ใช่เป็น programmed instruction ก็มาหาประสิทธิภาพกันด้วยวิธีนี้กัน เรื่องนี้ น่าอภิปรายยาว?!?!

และที่ อจ.ใช้คำว่าแผนที่ 1 2 3....ก็เพี้ยนจากเดิมอีกเช่นกัน มันเป็นบทเรียนสำเร็จรูป เด้กเรียนด้วยตนเอง  เป็นการหาประสิทธิภาพของสื่อ มันต้องเรียกเป็นชุด ไม่ใช่แผนค่ะ

อจ.สร้าง บทเรียน 5 ชุด แต่ละชุดเด็กจะเรียนบทเรียนโปรแกรมไป และมีแบบฝึกหัดท้ายบท นี่คือ E1 มี 5 ชุด ก็มี ค่า E1 5 ค่า เอามารวมกัน แล้วเฉลี่ย ก็ได้ค่ารวมเฉลี่ย E1 ค่าเดียวค่ะ เด็กเรียนครบหมด 5 ชุด แล้วจึงทำแบบทดสอบรวบยอด จากความรู้ทั้ง 5 ชุด ได้คะแนนเท่าไร ก็เป็น E2 มีค่าเดียวค่ะ เพราะมีแบบทดสอบรวมชุดเดียวค่ะ ไม่มามีของแต่ละชุดค่ะ และก็ไม่ใช่มีบทเรียนเดียว แล้วทำแบบฝึกหัดท้ายบท แล้วมามีแบบทดสอบอีก ไม่มีใครเขาทำกันค่ะ แบบนี้มันก็ทำข้อสอบจากความจำนะซี เพิ่งจะเรียนจะอ่านไป จบปุ๊บ สอบปั๊บ ไม่มีใครทำกันหรอกค่ะ ผิดค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2014-11-03 17:58:55 IP : 180.180.95.74


ความคิดเห็นที่ 2 (2988769)

 ขอเพิ่มให้อีกหน่อยนะคะ

ในกรณีมาทำในงานวิจัย จะมีการทำเป็น 3 ขั้น คือ ทำกับเด็ก 1 คน เด็กกลุ่มเล็ก นี่เท่าไรก็แล้วแต่ เช่น 5 คน 10 คน กับสุดท้ายไปทำกับเด็กกลุ่มใหญ่ หรือทั้งชั้น การนำเสนอผลก็นำเสนอไปตามที่ทำทีละขั้น ขั้น 1 คน ขั้นกลุ่มเล็ก ขั้นกลุ่มใหญ่ ค่าของกลุ่มใหญ่ กลุ่มเล็ก ก็เอาของแต่ละคนมาเฉลี่ย

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2014-11-03 18:03:44 IP : 180.180.95.74


ความคิดเห็นที่ 3 (2988773)

ขอบพระคุณครับอาจารย์

ที่กล่าวมาพอเข้าใจครับ แต่เนื่องจากหนังสือหลายเล่มกล่าวถึงค่า E1 ในลักษณะแตกต่างกัน รวมทั้งงานวิจัยที่ปฏิบัติกันอยู่ก็พาลทำให้หลงคิดว่าใช่อยู่เรื่อย ส่วนกรณีการใช้คำว่าแผนที่ 1, 2 ทั้งที่นวัตกรรมดังกล่าวเป็นบทเรียนโปรแกรมที่นักเรียนเรียนด้วยตนเอง เนื่องจากเมื่อทำบทเรียนสำเร็จรูป, ชุดกิจกรรมการเรียนรู้, บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้รู้หลายท่านก็มักถามว่าแล้วแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำกับสื่อเหล่านั้นอยู่ไหนและลักษณะอย่างไร แผนการจัดการเรียนรู้ที่ว่าจึงมีลักษณะลอกองค์ประกอบของนวัตกรรมเหล่านั้น รวมทั้งแบบทดสอบที่ปรากฏอยู่ด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น วิทยา วันที่ตอบ 2014-11-03 20:32:43 IP : 27.55.93.111


ความคิดเห็นที่ 4 (2988774)

 นี่ไงคะ ปนเป กันไปแล้ว นี่เรากำลังพูดถึงวิธีการหาประสิทธิภาพของสื่อสำเร็จรูปที่เรียนด้วยตนเอง นะคะ แผนการสอนอะไร ไม่เกี่ยวแล้วค่ะ ดั้งเดิม เกิดมาจากการนำมาใช้ประเมิน programmed instruction ชื่อมันอาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ เพราะมีคำว่า instruction แต่มันก็เป็นอาการสอนแบบหนึ่งคือสอนแบบให้เรียนรู้เอง มันจึงต้องมีสื่อที่เรียนเอง แล้วดูว่า ถ้าเรียนเอง จะได้ความรู้เองไหม ถ้าได้ก็แปลว่า สื่อนี้มรคุณภาพ ตามเกณฑ์ยังไง ก็ไปตั้งเอา  มันเอาสื่อล้วน ๆ มาหาประสิทธิภาพว่า ถ้าเอาไปเรียนเองแล้วละก็ เด็กจะเรียนรู้ได้เองไหม ไม่ใช่ครูสร้างสื่อ แล้วยังมีแผนการสอนที่ใช้สื่อนี้สอน  แล้วจะมาหาด้วยวิธีนี้ ผิดค่ะ แบบนี้ต้องไปหาประสิทธิภาพด้วยวิธีอื่น เช่น ใช้ content validity ประเมินแผนการสอนที่สร้างแบบนั้น เอาทั้งแผน ทั้งสื่อบทเรียนมาปนเปใช้วิธีนี้ไม่ถูกค่ะ 

และการหาคุณภาพสื่อ เฉย ๆ ก้ไม่ใช่ว่าจะต้องมาหาด้วยวิธี E1 E2 แบบนี้อย่างเดียว ใช้วิธีอื่นก็ได้

สิ่งสำคัญก็คือ นี่เป็นวิธีการ"หนึ่ง" ของการหาประสิทธิภาพของสื่อที่สร้างขึ้นมา ที่เป็นสื่อสำหรับให้เรียนด้วยตนเอง เฉพาะตัวสื่อ เท่่านั้น และสื่อนี้ไปใช้เรียนแบบเรียนด้วยตนเอง เท่านัั้น ค่ะ 

เห็นมานานแล้วค่ะ ความเพี้ยน ที่ อจ.ว่ามานี้ ต้องขอบคุณ อจ.มากเลย ที่ตั้งกระทู้ จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา 

ยังมีอะไรเพี้ยน ๆ ในวงวิชาการ ทางการศึกษา นี่อีกเยอะเลยค่ะ

ช่วยกัน นะคะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2014-11-04 07:57:46 IP : 180.180.95.74



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.