ReadyPlanet.com


จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และตัวชี้วัด?


 อยากทราบว่า.....

๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือน ต่าง หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

๒. KPA กับ Cognitive, Affective, Phychomotor Domain ต่างกันอย่างไร แล้วสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

๓. ตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมรึเปล่าครับ

๔. ในการพัฒนาหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตรต้องเป็นจุดประสงค์อย่างไหนครับ

รู้สึกสับสนครับ ขอบคุณมากครับ 



ผู้ตั้งกระทู้ สงสัย :: วันที่ลงประกาศ 2015-02-08 18:22:57 IP : 124.121.88.4


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2990118)

 ๑.    จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือน ต่าง หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือนกัน  ในยุค behaviorism มีความเชื่อว่าจะรู้ว่าเกิดการเรียนรู้ต้องมีการแสดงพฤติกรรมออกมา จึงได้มีการกำหนดว่าถ้าจะเรียนอะไรก็ตาม จะให้เขาแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรบ้าง สมัยนั้นเราก็รับอิทธิพลแบบนี้มา เกิดเป็นการตั้งจุดประสงค์ปลายทางคือภาพใหญ่ ๆ ว่า เข้าใจได้ วิเคราะห์ได้ ซาบซึ้ง แต่ก็ต้องมาแจงว่าแล้วจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรล่ะ ถึงจะว่าเข้าใจ วิเคราะห์ได้ และซาบซึ้ง บรรดาครูทั้งหลายก็ต้องมานั่งหาว่าจะเอาพฤติกรรมอะไรเป็นตัวแทนของจุดประสงค์พวกนี้ ก็ตั้งเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมว่า อ๋อ ก็บอกได้ ชี้ได้ เปรียบเทียบได้ ซาบซึ้ง ก็แต่งออกมาเป็นกลอน ได้ แบบนี้เป็นต้น

แนวคิดนี้ต่อมา และปัจจุบัน ไม่ค่อยสนใจกันแล้ว เพราะมันก็มีจุดอ่อนว่าจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดกันขึ้นมานั้น มันใช่เป็นตัวแทนของจุดประสงค์ปลายทางที่ต้องการนั้นจริงหรือ จะซาบซึ้งต้องเขียนเป็นกลอนหรือ จะวิเคราะห์ต้องเปรียบเทียบเท่าน้นหรือ จะเข้าใจต้องบอกได้ แค่นั้นหรือ ซึ่งหลาย ๆ การเรียนรู้ มันต้องอาศัยพฤติกรรมการเรียนรู้หลาย ๆ อย่างประกอบกัน พวกจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจะเน้นพฤติกรรมที่วัดได้ สังเกตได้ ซึ่งการเรียนรู้หลายเรื่องมันก็สังเกตเป็นพฤติกรรม ชี้วัดทันทีขณะนั้นไม่ได้ แบบนี้ก็มี

ปัจจุบัน เราใส่ใจกับการเรียนรู้ที่จะเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เป็นภาพใหญ่ ในลักษณะที่เป็น outcome ของการเรียนรู้ มากกว่า แม้จะใช้คำว่าจุดประสงค์ แต่ไม่ใช่ประสงค์จะให้รู้เป็นจุด ๆ คืออย่าไปกำหนดผลการเรียนรู้เป็นจุดประสงค์เล็ก ๆ น้อย เบี้ยหัวแตกแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย หยุมหยิม การเรียนรู้จะไม่มีความหมาย หลักการ หากยังต้องการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มันก็จะต้องกำหนดไว้หลายข้อ และทำให้มันเรียงลำดับต่อเนื่องจนครบกระบวนการเรียนรู้ และที่สำคัญให้ข้อสุดท้ายเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นพฤติกรรมที่มีความหมายที่อาศัยจากการมีพฤติกรรมย่อย ๆ ในข้อก่อนหน้านี้ สั่งสมมาทำพฤติกรรมข้อสุดท้ายนี่ แบบนี้ก็จะช่วยบรรเทาจุดอ่อนของการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมได้

 ๒.   KPA กับ Cognitive, Affective, Phychomotor Domain ต่างกันอย่างไร แล้วสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

ส่วนตัวดิฉันว่าก็ทำนองเดียวกันแหละ K เราก็หมายถึงปัญญา จะให้มีความรู้เรื่องอะไรรู้แบบไหนล่ะ ก็เป็น cognitive P คือ performance ก็เทียบกับ phychomotor แต่นัยกว้างกว่า เคยตอบไปในกระทู้อื่นแล้วลองไปอ่านดูนะคะ A ก็ เจตคติ affective ก็ทำนองเดียวกัน KPA ก็คือจุดประสงค์การเรียนรู้ จะเป็นเชิงพฤติกรรม ไม่เป็น ก็ไม่เป็นไร มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เป็นร้อยปี เราก็คาดว่าให้คนเรียนมีความรู้ที่เป็นองค์รวมคือ รู้เรื่อง ทำเป็น จิตใจดี กันแบบนี้ทั่วโลกแหละค่ะ แต่ปัญหาของไทยเราอยู่ที่ ชอบมีพวกเจ้าระเบียบ และ rigid มากำหนดให้ครูต้องมาจำแนกแยกเป็นข้อ ๆ ข้อนี้ K นะ อีกข้อ เป็น P นะ ส่วน A ก็แยกไปอีกข้อ มันจะอะไรกันนักกันหนา กลัวครูกำหนดไม่ครบ 3 ด้าน บังคับให้ครูต้องแยกเขียนออกจากกัน นี่แหละอันตราย เพราะมันทำให้ การออกแบบการเรียนรู้อ่านแล้วไม่เป็นศิลปะการสอนเลย แยกออกเป็นท่อน ๆ แล้วชีวิตจริงของการเรียนการสอน ณ ขณะหนึ่ง ๆ มันมีทั้ง KPA อยู่ด้วยกันแหละ อ่านจุดประสงค์แบบนี้แล้วเหมือนกำลังสะอึก ให้นักเรียนอธิบาย....ได้ แล้วก็ให้นักเรียนเขียนเรียงความ....ได้ อีกข้อ ให้นักเรียนทำงานกลุ่มได้ ถ้าเขียนรวมกันไป ให้นักเรียนร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มเขียนความเรียงเพื่ออธิบาย........... แบบนี้มีรสชาติกว่าไหม ถ้าใครมาอ่านแล้วหาไม่เจอว่าท่อนไหนเป็น K  P  A   ก็ปล่อยให้เขาฉลาดน้อยต่อไป ละกัน ฮา! บางทีการมาเที่ยว rigid กับวิธีปฏิบัติงานของครูบาอาจารย์ มันบั่นทอนปัญญาของพวกครูเหมือนกันนะ

 ๓.   ตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมรึเปล่าครับ

ตัวชี้วัดในมาตรฐานหลักสูตร สถานะของมันไม่ใช่จุดประสงค์การเรียนรู้ ไม่ว่าจะเชิงพฤติกรรม หรือไม่ก็ตาม มันเป็นความคาดหวัว่า ถ้าจะให้นักเรียนมีมาตรฐานความรู้ในเรื่องนี้ เขาควรจะต้องรู้อะไร และสามารถทำอะไรได้จากความรู้นั้น นี่คือความหมายของการกำหนดมาตรฐานหลักสูตร “มาตรฐานหลักสูตรไม่ใช่หลักสูตร” ต้องช่วยกันต่อต้านคนที่มาทำให้เราเข้าใจว่าหลักสูตรแกนกลางคือหลักสูตร กันได้แล้วละค่ะ ถ้าต้องการให้หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตร ให้ สพฐ. ไปเขียนแบบหลักสูตร 2533 โน่น แต่ถ้าไม่เขียนในแบบหลักสูตร 2533 มาเขียนแบบหลักสูตร 2551 นี่ อย่าได้มาแนะนำครูว่านี่คือหลักสูตร ผิด! ช่วยกันต่อต้านเรื่องนี้กันหน่อยเถอะ สพฐ.มีทางเลือกนะ ว่าต้องการแบบไหน ถ้าให้เป็นหลักสูตร ไปกำหนดมาเลยเป็นรายวิชา มีชื่อรายวิชา คำอธิบายรายวิชามาให้เรียบร้อย แต่นี่ ไม่ได้กำหนดแบบนั้น แต่อาการของการแนะนำครูที่โรงเรียนกลับไปทำให้เข้าใจผิดว่ามันคือหลักสูตร เมื่อเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของมาตรฐานหลักสูตร จึงทำให้การกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัดผิดตามไปด้วย ไปเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ ความผิดพลาดของมาตรฐานหลักสูตรที่ไม่เป็นมาตรฐานดังว่าจึงเกิดขึ้น และโยงไปทั้งเรื่องการเรียนการสอน ประเมินผล ไปกันใหญ่เลย มาตรฐานหลักสูตร ตัวชี้วัด ที่เป็นอยู่ต้องยอมรับว่า ไม่เป็นมาตรฐานจริง เพราะความเข้าใจผิดหเรื่องการเขียน ตัวชี้วัดเป็นความคาดหวังต้องกำหนดเป็นภาพใหญ่ เป็นหน้าที่ของครู โรงเรียน เอง ที่จะไปกำหนดเส้นทางย่อยเอาเองว่าทำอย่างไรที่จะให้ได้ตามความคาดหวังนั้น นี่จึงจะเรียกว่ากระจายอำนาจการศึกษา การศึกษาไทยจะปฏิรูปอะไร ต้องปฏิรูปเรื่องการเขียนมาตรฐาน/ตัวชี้วัด และการนำมาตรฐานหลักสูตรไปใช้ นี่ก่อน อันดับแรกเลย

 ๔.   ในการพัฒนาหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตรต้องเป็นจุดประสงค์อย่างไหนครับ

เวลาจะพัฒนาหลักสูตร ผู้พัฒนาหลักสูตรควรจะมองภาพใหญ่ก่อนว่าต้องการให้หลักสูตรมีลักษณะอย่างไร นั่นคือ เราต้องการคนที่จบจากหลักสูตรนี้เป็นแบบไหน มีความรู้แบบไหน มีความสามารถจากการเรียนด้วยหลักสูตรนี้อย่างไร เหตุผลเพราะอะไรจึงต้องการแบบนี้  ต้องคิดแบบนี้ก่อนจะทำหลักสูตร อย่าไปติดกับดัก กับคำศัพท์แสงวิชาการ จุดประสงค์หลักสูตร อะไรแบบนี้ เขียนแบบจริง ๆ ต้องการไปเลย เพราะเวลาทำหลักสูตร แต่ละที่ ก็จะมีแบบฟอร์มเอกสารหลักสูตรแตกต่างกันไปหมด เดี๋ยววัตถุประสงค์มั่งล่ะ เป้าหมาย มั่งล่ะ เลิกติดแหงกกับคำพวกนี้ มองแบบจริง ๆ มันคือสิ่งที่เราต้องการไปให้ถึง มองแบบคนธรรมดาจะทำอะไรไปให้ถึงด้วยเหตุผลอะไร ก็นี่แหละ คือคำเหล่านี้ เราก็จะไม่สับสน ติดแบบฟอร์ม การเขียน ตกเป็นทาสกับคำพวกนี้ รู้เท่าทันกับคำพวกนี้ว่าเรากำลังกำหนดสิ่งทึ่ต้องการไปให้ถึง ในบริบทไหน บริบทหลักสูตร มันก็ต้องใหญ่ บริบทห้องเรียน 1 คาบ มันก็ต้องเล็ก แค่นั้นเองค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-02-09 09:57:03 IP : 125.24.230.125


ความคิดเห็นที่ 2 (2990195)

 เรียน อ. นาตยา

             อ่านคำอธิบายของอาจารย์ แล้วเข้าใจดังนี้ค่ะ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็น Written curriculum หรือ Planned curriculum ใช่ไหมคะ

             ส่วน หลักสูตรที่ครูอาจารย์ แปลงหลักสูตรไปสู่การสอนจริงในชั้นเรียนของตน ถือว่าเป็น Taught curriculum 

             การกำหนด Scope, Sequence and Continuity ในระดับ Taught curriculum ยังทำได้เหมือนเดิมใช่ไหมคะ เนื่องจากหลักสูตรแกนกลาง 51 ไม่ได้กำหนด Scope, Sequence and Continuity มาให้อย่างชัดเจนเหมือนหลักสูตร ฉบับก่อนปี 44 

              ดิฉันพิจารณาเองว่า ในวงการศึกษาเราเข้าใจคำว่าหลักสูตรต่างกันนะคะ คนที่เป็นผู้บริหารการศึกษาอาจจะมองว่าหลักสูตร 51 เป็นหลักสูตร คนที่เป็นครูอาจารย์อาจจะมองว่าหลักสูตร คือ หน่วยการเรียนรู้ หรือ สารบัญเนื้อหาที่สำนักพิมพ์กำหนดมาให้ เรื่องนี้เราก็ถกเถียงกันมานานในวงการหลักสูตรและการสอนทั้งของไทยและต่างประเทศ

              สุดท้าย ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ที่จำเป็นต้องต่อต้านว่าหลักสูตร 51 นั้นยังไม่ใช่หลักสูตรที่ครูจะเอาไปใช้ได้จริง ยังต้องมีกระบวนการตามทฤษฎีหลักสูตรอีกหลายขั้นตอนค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หลักสูตรและการสอน วันที่ตอบ 2015-02-15 23:03:06 IP : 182.53.183.172


ความคิดเห็นที่ 3 (2990198)

 อ่านคำอธิบายของอาจารย์ แล้วเข้าใจดังนี้ค่ะ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็น Written curriculum หรือ Planned curriculum ใช่ไหมคะ

ค่ะ คำเหล่านี้ที่ อจ.ว่ามา เป็นสิ่งที่นักวิชาการด้านหลักสูตรของต่างประเทศ นำเสนอแนวคิดเรื่องหลักสูตรว่ามันมีหลายแนวคิด หลักสูตรมีหลายระดับ ที่สะท้อนให้เห็นว่า หลักสูตรมีนัย ๆ ต่างกันออกไป ที่ก็สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาหลักสูตร กว่าจะไปสู่คนเรียนได้นั้น มันต้องมีการทำมาเป็นชั้น ๆ เป็นระดับ ๆ จากใหญ่ ไปเล็ก ๆ จนถึงตัวคนเรียน

ค่ะ ดิฉันก็เห็นด้วยกับ อจ.ว่า หลักสูตร 51 เป็น written curr. คำว่า written curr. หรือ planned curr.เป็นคำใหญ่ มันหมายได้ทั้ง หลักสูตรรัฐ หรือเขตพื้นที่ทำให้ พท.ใช้ หรือแม้แต่ รร. ทำหลักสูตร หลักสูตร รร. ก็เป็น written curr.

แต่ในยุค SBE การพูดถึงคำนี้ น่าจะต้องระมัดระวัง คำว่าหลักสูตรของรัฐ ของประเทศ ก็เป็น written curr. ในความหมายของสมัยที่เป็น mandated curr.อย่างสมัยหลักสูตร 2533 คือ written curr. แน่นอนเลย แต่หลักสูตรของรัฐที่จัดทำเป็นมาตรฐานหลักสูตร อย่าง 2544 และ 2551 ถ้าตีความกับความหมายเดิมของ written curr. แล้วละก็ ดิฉันก็จะมองว่า หลักสูตร 2551 ไม่เป็น written curr. แต่น่าจะเป็น recommended curr. มากกว่า

             ส่วน หลักสูตรที่ครูอาจารย์ แปลงหลักสูตรไปสู่การสอนจริงในชั้นเรียนของตน ถือว่าเป็น Taught curriculum 

ใช่เลยค่ะ เห็นด้วยกับ อจ. ชอบใจ key words ของ อจ. ที่ใช้คำว่า ที่ไปสู่การสอนจริงในชั้นเรียน นี้คือคำสำคัญของความหมายของคำว่า taught curr.

             การกำหนด Scope, Sequence and Continuity ในระดับ Taught curriculum ยังทำได้เหมือนเดิมใช่ไหมคะ เนื่องจากหลักสูตรแกนกลาง 51 ไม่ได้กำหนด Scope, Sequence and Continuity มาให้อย่างชัดเจนเหมือนหลักสูตร ฉบับก่อนปี 44 

Scope, sequence, และ continuity เรื่องพวกนี้ ดิฉันได้เคยตอบไปในกระทู้ก่อน ๆ แล้ว  การทำหลักสูตรที่รวมไปถึงการเรียนการสอน ต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ซึ่งที่จริงมันยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น balance, integration etc. ไม่ว่าจะทำมาตรฐานหลักสูตร อย่าง 2551 ไปจนถึงการสอนในห้องคาบหนึ่ง ๆ ล้วนต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ ตลอดเวลาค่ะ ส่วนเราจะวิพากษ์ว่าหลักสูตร 2551 มีพวกนี้อ่อนด้อยตรงไหน อย่างไรหรือไม่ ก็ต้องไปวิเคราะห์กันต่อ ใครสนใจ ที่เราคุยกันตรงนี้ เอาไปทำวิจัยกัน ก็น่าจะดีนะคะ เหมือนเป็นวิจัยเพื่อประเมินหลักสูตร 2551 ไปด้วยในตัว

              ดิฉันพิจารณาเองว่า ในวงการศึกษาเราเข้าใจคำว่าหลักสูตรต่างกันนะคะ คนที่เป็นผู้บริหารการศึกษาอาจจะมองว่าหลักสูตร 51 เป็นหลักสูตร คนที่เป็นครูอาจารย์อาจจะมองว่าหลักสูตร คือ หน่วยการเรียนรู้ หรือ สารบัญเนื้อหาที่สำนักพิมพ์กำหนดมาให้ เรื่องนี้เราก็ถกเถียงกันมานานในวงการหลักสูตรและการสอนทั้งของไทยและต่างประเทศ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การพยายามจะหาข้อยุติว่าหลักสูตรคืออะไรกันแน่ ไม่มีประโยชน์ เราต้องรู้เท่าทันอย่างเข้าใจว่า หลักสูตรมีหลายความหมาย เพราะมันสะท้อนงานพัฒนาหลักสูตร มันต้องทำจากใหญ่ไปเล็ก และช่วยกันทำในแง่นั้น แง่นี้ หลายฝ่าย หลายระดับ  เพื่อให้ไปสู่คนเรียน พอหลักสูตรต้องมีหลายระดับ เลยไป commit พยายามไปกำหนดมันเป็นความหมายหลักสูตร การทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ ในนัย curr. definition จึงไม่มีประโยชน์เท่ากับการมองอย่างเข้าใจว่าทำไมมันจึงต้องมีหลายความหมาย เพราะอะไร และมันทำให้เราได้แง่คิดว่า หลักสูตรมันต้องมีหลายองค์ประกอบ ทั้งเอกสารหลักสูตร ทั้งคลังรายวิชาต่าง ๆ ทั้งระเบียบการประเมิน ทั้งแผนการสอน ทั้งหนังสือ สื่อ ทั้งข้อสอบ เครื่องมือประเมินต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบในหลักสูตร ที่จะทำให้หลักสูตรขับเคลื่อนไปถึงคนเรียน คำว่าหลักสูตร จึงไม่ใช่เล่ม หลักสูตร 2551 เท่านั้น และก็ไม่ใช่ รายวิชาที่ครูคนหนึ่งสอนอยู่ หรือ หนังสือเรียน แผนการสอน ข้อสอบ เท่านั้น ทั้งหมดนี่ ต้องประกอบกันเป็นหลักสูตร นี่เรายังไม่พูดรวมเรื่อง hidden curr. อีกนะ ปัญหามันอยู่ที่ว่า คนที่ยึดติดว่า ถ้าหลักสูตร ละก็คือ เล่ม 2551 หลักสูตรคือรายวิชาที่ฉันสอนอยู่ หลักสูตรคือหนังสือเรียน หลักสูตรคือแผนการสอน ฯลฯ แบบนี้สิอันตราย! ต่อวงวิชาการศาสตร์ด้านนี้

              สุดท้าย ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ที่จำเป็นต้องต่อต้านว่าหลักสูตร 51 นั้นยังไม่ใช่หลักสูตรที่ครูจะเอาไปใช้ได้จริง ยังต้องมีกระบวนการตามทฤษฎีหลักสูตรอีกหลายขั้นตอนค่ะ 

ดีใจจังเลยที่ อจ.ก็เห็นด้วยเรื่องนี้ หากไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดนี้ได้ เราก็จะยังคงเห็นความผิดเพี้ยนของการใช้หลักสูตร 2551 ลงสู่ รร. สู่การเรียนการสอน ไปจนถึงการประเมินระดับประเทศ แบบนี้ อยู่ต่อไป กระทรวงศึกษาต้องตัดสินใจเลือกแล้วล่ะค่ะ ถ้ายังคงยืนยันการกำหนดเนโยบายการบริหารจัดการหลักสูตร ของ รร. ไปตามที่ สพฐ.กำหนดอยู่นี้ รวมทั้งใช้วิธีปฏิบัติของการนำหลักสูตร 2551 ไปสู่สถานศึกษาแบบที่เป็นอยู่ ไปจนถึงบทบาทการประเมินระดับชาติของ สพฐ. และ สทศ.เป็นแบบปัจจุบัน กรุณาทำหลักสูตรแบบ 2533 เถิดค่ะ ถ้าท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการนโยบายการปฏิบัติ แบบปัจจุบันได้ ถ้าท่านจะเป็นแบบหลักสูตร 2551 ท่านก็ต้องปรับเปลี่ยนการกำหนดนโยบายต่าง ๆ เสียใหม่

ขณะนี้หลักสูตรแบบ 2551 แต่นโยบายการปฏิบัติเป็นแบบ 2533 มันไม่น่าจะใช่ นะคะ และหลายเรื่องก็ไม่ใช่ความผิดของ สพฐ. แต่มันเข้าใจกันผิดเองในพื้นที่ ใน รร. หลายเรื่องมาก สื่อสาร เข้าใจกันคนละทิศละทาง แต่ดิฉันก็ว่า สพฐ. ควรเงี่ยหูฟังความเข้าใจผิด ที่มากมายอยู่ในขณะนี้ด้วยค่ะ

 และขอบคุณมากนะคะ ที่ อจ. เข้ามาช่วยให้ความรู้แบ่งปันกัน  เราต้องช่วย ๆ กัน ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-02-16 08:51:56 IP : 125.24.227.49


ความคิดเห็นที่ 4 (2990209)

 แน่นอนค่ะ คนในวงการหลักสูตรและการสอนต้องช่วยกัน ค่ะ

     ดิฉันมองว่า ถึงแม้ในศาสตร์ด้านนี้จะมีประเด็นต่างๆ อีกหลายประเด็น ที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เช่น อย่างที่เราถกเถียงกันว่า หลักสูตรหมายถึงอะไรกันแน่ หรือความรู้อะไรที่ควรบรรจุไว้ในหลักสูตรระดับนั้นระดับนี้ แต่ถ้าเรามองในเรื่องความก้าวหน้า ความงอกงามของศาสตร์หลักสูตรน่าจะเป็นเรื่องที่ดีค่ะ ตราบใดที่คนเรายังถกเถียงกันเรื่องว่าจะจัดหลักสูตรหรือให้ความรู้อะไรแก่ผู้เรียน นั่นย่อมหมายถึงศาสตร์หลักสูตรยังมีชีวิตและยังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่งตายตัว

      แต่สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ นักวิชาการด้านหลักสูตรของไทยเรา ควรจะมีบทบาทในการชี้นำวงการศึกษาว่า หลักสูตร การสอน และการวัดประเมินต่างๆ ที่กำลังทำกันอยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ และควรจะช่วยหาทางออกในกรณีที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ ช่วยเหลือกันอย่างจริงใจมากกว่าสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

      ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ที่กรุณาอธิบายและช่วยกระตุ้นเตือนหน้าที่ของพวกเราชาวหลักสูตรและการสอนค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น อาจารย์หลักสูตรและการสอน วันที่ตอบ 2015-02-16 21:58:23 IP : 182.53.184.12


ความคิดเห็นที่ 5 (2990280)

รบกวน อ.นิยามความหมายของหลักสูตรและประเภทของหลักสูตร+แนะนำหนังสือหลักสูตรดีๆสักเล่มสำหรับอ่านประกอบหน่อยครับ

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงสัย วันที่ตอบ 2015-02-22 13:50:51 IP : 49.230.170.63


ความคิดเห็นที่ 6 (2990281)

 ส่วนตัวดิฉัเอง ไม่สนใจที่จะหาคำตอบว่าหลักสูตรคืออะไร ซึ่งรู้คำตอบแล้วว่า ไม่มีคำตอบเดียวแน่นอนค่ะ อย่าไปหาคำตอบเรื่องนี้เลยค่ะ อาจารย์ เพราะหลักสูตรมันมีหลายประเภท หลายระดับ และหลายองค์ประกอบมาขับเคลื่อนความเป็นหลักสูตร ดังนั้น แน่นอนค่ะ หลักสูตรมีหลายนิยามความหมาย และทุกคนที่นิยามมานั้น ถูกหมดค่ะ แต่ไม่ใช่ความหมายเดียวที่จะถูก เวลาสอนเรื่องนี้กับนิสิตนักศึกษา ดิฉันคิดว่า ไม่ควรจะไปสอนเพื่อหาคำตอบเดียว สรุปเอาหนึ่งเดียวว่าหลักสูตรคืออะไร ถ้าดิฉันจะสอนเรื่องนี้ ดิฉันจะสอนว่า อะไรทำให้หลักสูตรมีหลายนิยามความหมาย และการที่นักวิชาการมองหลักสูตรหลากหลายความหมายนี้ ส่งผลต่องานพัฒนาหล้กสูตรอย่างไรบ้าง นี่เป็นเรื่องที่น่าท้าทายกับคนเรียนมากกว่าการมาหาคำตอบเดียวว่าหลักสูตรคืออะไร อย่างบทที่ 2 วิทยานิพน์ ก็ยกกันแบบนี้ ตานั่นว่าอย่างนี้ ตานี่ ว่าอย่างโน้น สรุปหลักสูตรคือ.......... ก็ตรวจวิทยานิพนธ์แบบนี้ไปงั้น ๆ แหละ  30 ปี นิสิตนักศุึกษาก็เขียนแบบนี้ จนเบื่อ ก็ปล่อย ๆ ไป

สมัยก่อนเคยสอน ป.ตรี ดิฉันก็สอนไปแบบนี้แหละค่ะ อาจารย์ ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา  (รู้ตัวเอง 555!)

ส่วนตัวไม่ค่อยได้งานอะไรที่เป็นวิชาการที่เป็น  text มาเป็นสิบ ๆ ปี แล้วค่ะ ยิ่ง text ไทย ไม่อ่านเลยยยยย นานมากแล้วววว! อ่านอะไรจะอ่าน original มากกว่า ถ้าคนไทยเขียนอะไรมักอ่านเป็นบทความ ปกดิณกะ อะไรแบบนี้มากกว่า ยิ่งศาสตร์แบบนี้ อ่าน text จนปรุ อ่านจนเบื่อแล้ว ทุกวันนี้อ่านแต่ internet ค่ะ เลยไม่รู้ว่าจะแนะนำ text อะไรให้ อจ.ดี เราแต่ละคน จะมองคุณค่า ของสิ่งที่อ่านแตกต่างกันไปค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เราอ่้านนั้น ประเทืองปัญญา หรือตอบสิ่งที่เราต้องการรู้หรือไม่ ทันสมัยไหม และอื่น ๆ อีก เราก็จะมีเกณฑ์ของเรากันเองว่า text เล่มไหน ดี ไม่เหมาะ หรือ เหมาะกับเรา นานาจิตตังแหละค่ะอาจารย์

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-02-22 17:28:35 IP : 101.108.33.226



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.