ReadyPlanet.com


การสร้างแบบทดสอบ; การหาค่า p/r


ในการสอน ครูจะต้องทำข้อสอบ เพื่อวัดความรู้เด็กก่อนเรียนและหลังเรียน(Pretest-Posttest) (ขอเรียกว่ากลุ่มจริง)ซึ่งก่อนจะนำไปใช้สอบจริง ครูจะต้อง นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ หลังจากนั้นจึงมาทดลองกับเด็กอีกกลุ่มที่มีความใกล้เคียงกับเด็กกลุ่มจริง(ขอเรียกว่ากลุ่มทดลอง) เพื่อหาค่า p/r

คำถามคือ

1.ในการทดลอง เด็กกลุ่มทดลอง จะต้องมีความรู้เรื่องที่ครูจะสอนเด็กกลุ่มจริงหรือต้องไม่มีความรู้เรื่องที่ครูจะสอนเด็กกลุ่มจริง

ปล.

ก.ถ้าต้องทดลองกับเด็กกลุ่มทดลองที่ไม่มีความรู้เรื่องที่ครูสอน เด็กก็จะทำข้อสอบไม่ได้ ค่าที่ออกมาก็จะทำให้ใช้ข้อสอบชุดนั้นไม่ได้ เพราะมันยากเกินไป

ข.ถ้าต้องทดลองกับเด็กกลุ่มทดลองที่มีความรู้เรื่องที่ครูสอน นั่นหมายความว่า ครูจะต้องสอนเด็กกลุ่มทดลองก่อน แล้วจึงสอบใช่หรือไม่ครับ (ในกรณีที่เป็นเรื่องใหม่ ไม่มีใครรู้จัก)



ผู้ตั้งกระทู้ สงสัย :: วันที่ลงประกาศ 2015-02-22 18:00:15 IP : 49.230.170.63


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (2990284)

 อจ.ขึ้นต้นว่า “ในการสอน”  น่าจะหมายถึงในการทดลองสอน ในการทำวิจัยมากกว่ามังคะ ชีวิตจริงของการสอน เราไม่จำเป็นจะต้องมาใช้ pre-post ก็ได้ นี่เราใช้ในงานวิจัยทดลองสอน มากกว่าค่ะ

คำถามของ อจ. ดิฉันว่า มันต้องแยกกันก่อน นะคะ เรื่องการพัฒนาข้อสอบให้มีคุณภาพ กับเรื่องการทดลองสอน

ถ้า อจ.จะพัฒนาข้อสอบอะไรที่สร้างขึ้น ให้มันมีคุณภาพว่า มันดีไหม ยาก ง่าย ไปไหม จำแนก เด็กได้จริงไหม มันก็ต้องนำไปใช้กับ นร. ที่ได้เรียนเรื่องนั้นมาแล้ว รู้มาแล้ว ไปใช้กับเด็กที่ไม่เคยเรียนไม่ได้ โดยหลักการ ถ้าเราสอนวิชาเดิมนี้ แล้วเราสร้างข้อสอบสอนไป แล้วก็สอบ ทำแบบนี้เรื่อยไป  ทำเก็บสะสมไปเรื่อย ๆ เราก็จะเริ่มคัดกรองได้ว่า ข้อสอบ ตัวเลือก ข้อไหน ดี ไม่ดี ก็เก็บไว้เป็นคลังข้อสอบไว้ใช้ในวิชาของเราได้ นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการทดลองสอน งานวิจัยใด ๆ เลย เป็นงานปกติ ที่ครูที่ต้องการทำ ก็ทำไป ในการพัฒนาข้อสอบ เราจะทำกับเด็กกลุ่มไหนก็ได้ แต่เขาต้องเรียน รู้ มาแล้ว ไม่ต้องใช้กับเด็กของเราเองก็ได้ นี่หมายถึงการพัฒนาคุณภาพข้อสอบ ทั่ว ๆ ไปด้วย แบบนี้ นะคะ แต่ถ้าเราทำแบบที่ว่าไปข้างต้น คือเราสอนเด็กรุ่นนี้ สร้างข้อสอบไป สังเกตวิเคราะห์ผลการสอบของเด็ก แล้วก็คัดกรองข้อสอบ ไปเรื่อย ๆ เด็กรุ่นใหม่มา เราก็ทำอีก บางข้อเก็บ บางข้อทิ้ง สร้างใหม่ทำใหม่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ นี่ดิฉันอธิบายแบบชีวิตจริงของงานครูที่ต้องการพัฒนาข้อสอบที่ตัวเองสร้างให้มีคุณภาพ ก็จะทำอาการแบบนี้

ที่นี้ อีกบริบท ที่อจ.ถาม มันคือการวิจัย ถ้า อจ.ทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เคยเรียนมาก่อน แล้ว อจ. Pre-post จากข้อสอบที่อจ.เอาของคนอื่นมา แล้วเขามีค่า p/r ที่ OK มาใช้ กับ นร. หรือ อจ.ได้ทำ p/r กับคนที่ได้เรียนมาแล้ว การ pre ในขั้นตอนนี้ เราจะดูว่า เด็กที่ยังไม่ได้เรียนทำข้อสอบเหล่านี้ ได้ผลเป็นอย่างไร ในเด็กแต่ละคน แต่เราไม่ได้ดูในความหมาย p/r ว่าเด็กแต่ละคนที่ทำ pre ข้อไหน ง่าย ยาก กับเด็กนี้ ข้อนี้ จำแนกความเก่ง อ่อน ของเด็กคนนี้ กับอีกคนไหม pre เราไม่ดูแบบนี้ นะคะ แต่เราจะเอา pre ของเด็กคนนี้ เทียบกับ post ที่หลังเรียนไปแล้ว เขาดีขึ้นหรือไม่ ข้อมูลตรงนี้ ไม่มาตอบเรื่องคุณภาพข้อสอบ แต่จะมาตอบ treatment ที่เราใช้นะคะ ว่า การทดลองสอนของเราด้วยวิธีนี้ มันทำให้เด็ก ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม ไม่ดี ไม่เลว ไปกว่าเดิม มันมาตอบคุณภาพของเครื่องมือ (วิธีการสอน)  ไม่ใช่ตอบคุณภาพของข้อสอบ มันคนละจังหวะกันนะคะ

หรือตอน pre ก็เพื่อดูว่า เด็กมีต้นทุนก่อนเรียนเป็นยังไง แม้จะยังไม่ได้เรียน เขาทำ pre เป็น ยังไง ถ้า pre ดี มันก็บอกกับเราว่า เด็กคนนี้มีต้นทุนอยู่เหมือนกัน ผลของ post อาจจะดีขึ้น แต่อาจไม่ใช่ผลจาก treatment ล้วน ๆ นักวิจัยคุยฟุ้งประเด็นนี้ก็ไม่เต็มปาก เพราะเขามีต้นทุนบางอย่าง จาก post มาช่วยไว้ด้วยก็เป็นได้ มันเป็นการหาข้อมูล กันคนละเรื่องกับ การหาคุณภาพข้อสอบ นะคะ ข้อสอบที่มีคุณภาพ มันช่วยนักวิจัยว่า สิ่งที่มาวัดเขาเครื่องมือนี้ มีคุณภาพ ผลการ pre-post จะได้ตัดข้อสงสัยประเด็นนี้ไป จะได้หันมาดูเฉพาะ treatment ว่ามันมี power แค่ไหน จากผล pre เปรียบเทียบ กับ post

และในชีวิตจริง อย่ายึดมั่นกับการดูค่าความแตกต่างของ pre-post ดิบ ๆ เท่านั้น เพราะโดย common sense อะไรที่ยังไม่เคยเรียน มันก็ต้องยังไม่รู้ เรียนแล้วก็รู้ ด้วยหลักแบบนี้ ถ้า post มันแย่กว่า pre ก็ตลกแล้ว ถูกไหมคะ กรณีแบบนี้ไม่ดี แต่การมี pre มันควรจะให้ข้อมูลลึกกว่านั้น คือทำให้รู้ว่าต้นทุนเดิมเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ pre ก็ไม่รู้ว่า ของเดิมเป็นไง post ที่ได้ มันมาจากเหตุอะไร ใช่จาก treatment ล้วน ๆ จริงหรือไม่ คือเวลานำเสนอผลวิจัยการทดลองแบบนี้ อย่าสักแต่แค่พูดว่า หลังสอนคะแนนสูงกว่าก่อนสอน พูดแบบนี้ ไม่ต้องทำวิจัยก็ได้ หลังสอนมันก็ต้องดีกว่า รู้มากขึ้น แต่ในชีวิตจริง มันก็อาจมีว่า เท่าเดิม ก็ได้ แต่ผลวิจัยแบบนี้ ไม่เห็นเคยเจอในวิจัยทางการศึกษา ทดลองอะไรดีหมด แต่ชีวิตจริงการศึกษาก็แย่เหมือนเดิม  ตกลงวิจัยเต็มทั้งประเทศนี่ น่าเชื่อถือแค่ไหน ไม่รู้

ไม่ทราบว่าได้ตอบคำถาม อจ. หรือเปล่านะคะ ใครจะเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกระทู้นี้ ยินดี นะคะ พื้นที่นี้ ไม่ใช่ อ.นาตยา จะผูกขาดการตอบหรอกนะคะ บังเอิญ ไม่ค่อยมีใครเข้ามาช่วยตอบ และไม่อยากให้เว็บสมาคม อยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวก็จะหมดลมหายใจไปซะก่อน เลยเข้ามาช่วย ๆ ให้พื้นที่ตรงนี้ มัน active หน่อย ก็แค่นั้นแหละค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-02-22 21:57:15 IP : 101.108.33.226


ความคิดเห็นที่ 2 (2990300)

 ครับผมขอบคุณ อ.มากครับ....(พอดีผมยังงงๆอยู่นิดนึงเลยขออนุญาตให้อ.ไขข้อกังขาเพิ่มอีกนิดนึงนะครับ^^)

เวลาเราออกแบบการวิจัยให้มีการทดสอบก่อนกับหลังกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบบทดสอบนี้เราเป็นผู้สร้างโดยแบบทดสอบที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องผ่านการทดลองใช้ กลับกลุ่มใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง คำว่ากลุ่มใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างนี้จะต้องมีความรู้เรื่องที่เราจะTreatmentกลุ่มตัวอย่าง หรือต้องเป็นกลุ่มที่ไม่มีความรู้เรื่องที่เราจะTreatmentกลุ่มตัวอย่างอ่ะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงสัย วันที่ตอบ 2015-02-23 22:22:31 IP : 124.121.88.4


ความคิดเห็นที่ 3 (2990301)

 กรณีแบบนี้เราต้องใช้กับคนที่มีความรู้แล้วค่ะ เพราะเราอยู่ขั้นตอนทำข้อสอบให้มีคุณภาพ ใช้กับคนที่ไม่มีความรู้เราก็ไม่สามารถบอกค่ายาก ง่าย จำแนก ไม่ได้ แต่หากเป็นเรื่องใหม่เอี่อมอ่อง ไม่มีใครเคยเรียนเรื่องนี้แหง ๆ ดิฉันว่า ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรกับข้อสอบใหม่เอี่อมอ่องอันนี้หรอก ก็เอาไปทดลองใช้ ไปเลย หาคุณภาพด้วยการใช้ content validity ก็ได้ เอาไปทดลองใช้ไปก่อน เพื่อดูว่า treatment เราดี พัฒนาเด็กจาก pre-post ได้ อนาคต เอา treatment นี้ไปใช้ต่อ ก็ค่อย ๆ พัฒนาข้อสอบไปก็ได้ นี่พูดในแง่ชีวิตความเป็นจริง มันทำอะไรนอกทฤษฎีได้ อย่ายึดติดกรอบจนเหนียวแน่น วิจัยต้องมองในโลกของความเป็นจริง ที่หลายอย่างสถิติก็มาจับกับทุกเรื่องไม่ได้ นะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-02-23 23:01:13 IP : 180.180.55.58


ความคิดเห็นที่ 4 (2990313)

 ขอแสดงความคิดเห็นเสริมนะครับ

จริงๆ แล้วการหาค่า p/r นั้นจะเก็บข้อมูลจากคนที่เรียนมาแล้วว่าจะสามารถทำข้อสอบนั้นกันได้มากน้อยเพียงใด (ไม่ได้มีเจตนาจะเอาไปหา pre-post) ฉะนั้นถ้าเราจะเอาไป test หา p/r กับเด็กที่เรียนจบไปแล้วก็พึงทำได้ เพียงแต่ว่า อจ.ต้องมั่นใจว่านักเรียนกลุ่มนี้มีลักษณะปกติเทียบเท่ากับกลุ่มที่ อจ.จะเอาไปใช้จริงในกระบวนการวิจัย ผลการวิจัยจะได้ไม่เกิด error เพราะข้อสอบเป็นต้นเหตุนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พงศธร วันที่ตอบ 2015-02-24 15:06:58 IP : 183.89.227.193


ความคิดเห็นที่ 5 (4122203)

 ขอบคุณมากค่ะ ตรงกับที่สงสัยพอดี

  

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ดร.พอเพ็ญ ไกรนรา วันที่ตอบ 2019-03-04 13:01:57 IP : 58.10.162.154



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.