ReadyPlanet.com


หลักการวิจัยในชั้นเรียน


 ขอเรียนสอบถามอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญในที่นี้นะครับ ในฐานะที่ผมเป็นมือใหม่ในด้านวิจัย ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียนดังนี้ครับ

 

1. กระบวนการวิจัยแบบ PDCA และ PAOR ต่างกันอย่างไรโดยรายละเอียดและวิธีดำเนินการครับ 

2. แม้ว่า concept ของการวิจัยในชั้นเรียนคือการแก้ปัญหาให้กัยเด็กไม่กี่คนในชั้นเรียนที่อ่อนด้านใดด้านหนึ่ง แต่ถ้าจะทำกับเด็กทั้งห้องเรียนได้มั๊ยครับถ้าหากว่าเด็กมีปัญหาในการเรียนรู้ที่ไม่ดีนักพอๆกันหมดทั้งห้อง 

3. ในการวิจัยในชั้นเรียนจำเป็นต้องมี pretest มั๊ยครับ หรือว่า post test หลังการใช้นวัตกรรมก็พอ เพราะตามที่เข้าใจก็คือว่าเวลาจะวิจัยในชั้นเรียน ครูก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กของเราอ่อนอะไร และมีกี่คนที่มีปัญหานี้ และในเมื่อเห็นปัญหาชัดๆอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นตรงไหนที่จะต้องมา pretest ให้เด็กเครียดกับการสอบอีกทั้งที่พวกเขาก็รู้ตัวว่าพวกเขาอ่อนอยู่แล้ว การจัดสอบเด็กกลุ่มที่มีปัญหาก็เหมือนไปซ้ำเติมเปล่าๆเพราะสอบไปเด็กก็ทำไม่ได้อยู่ดีสู้เอานวัตกรรมมาใช้แล้ววัดผลไปเลยจะดีกว่าหรือเปล่าครับ 

ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

 



ผู้ตั้งกระทู้ learner :: วันที่ลงประกาศ 2015-11-28 17:00:36 IP : 171.96.171.87


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3850010)

1.               กระบวนการวิจัยแบบ PDCA และ PAOR ต่างกันอย่างไรโดยรายละเอียดและวิธีดำเนินการครับ

สองอย่างนี้โดยต้นตอของมัน ไม่ใช่กระบวนการวิจัยค่ะ มันเป็นแนวคิดของกระบวนการทำงาน การจัดการการทำงาน การบริหารงาน เพียงแต่ขอยืมนำมาใช้ในกระบวนการวิจัย ดังนั้นไปเรียกมันว่ากระบวนการวิจัย ไม่ถูก อย่าง PDCA ดั้งเดิมต้นตอของมันเป็นกระบวนการที่ทางบริหารมาใช้ มีการใช้ในการบริหารงาน การประกันคุณภาพการศึกษาอะไรนั่น ฮิตกันมากกระบวนการทำนองแบบนี้มีมากมายเต็มไปหมด ที่นักวิชาการ นักบริหาร นักการศึกษาคิดขึ้นมา แล้วก็รับกันไปใช้ มันคือกระบวนการทำงานหนึ่ง ๆ ของทางศาสตร์การบริหารค่ะ

พอเราไปเคลมเป็นกระบวนการวิจัย แล้วจะไปเอารายละเอียดของวิจัยมาใช้มันก็จะเว่อร์ สองอย่างนี้ เป็นการทำงาน แบบนักบริหาร จึงไม่จำเป็นจะต้องมาคิดเรื่องสุ่มกลุ่ม ตย. สถิติวิจัย ในกระบวนการนี้ ยังได้เลย ต้องเข้าใจว่า เราทำงานอย่างมีแผน มีขั้นตอน มีระบบระเบียบ ทำงานอย่างนักบริหาร ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำงานนั้นในรูปของการวิจัย ดังนั้น วิธีการใช้ของมันก็ตามคำของมันล่ะค่ะ

จะ P Plan วางแผนอะไรอย่างไรก็ทำไป ถ้าในบริบททำงาน เช่น อาจารย์จะสร้างแผนการสอน P ของอาจารย์คือวางแผนว่าจะสร้างแผนการสอนอย่างไร ก็ศึกษาการวางแผนการสร้าง ก่อน จากนั้นก็ลงมือสร้างเป็น Do  สร้างเสร็จก็ตรวจตรา ตรวจสอบ Check ว่ามัน OK ไหม ไปให้ใครดูก็ได้ ไม่ต้องคิดสร้างแบบสอบถาม สุ่มกลุ่ม ตย. หาผู้เชี่ยวชาญ เราไม่ได้ทำวิจัย เรากำลังทำงานธรรมดา ๆ อยู่ พอเจออะไรที่มันไม่ OK ก็ปรับแก้ไข แล้วก็ไป A คือ Acting Action หมายความได้หลายอย่าง เอาไปใช้จริงเลย เอาไปขยายผล เอาไปรณรงค์กันให้มีการใช้ถ้วนทั่ว อะไรแบบนี้ เห็นไหมคะ มันเป็นกระบวนการทำงานแบบวิทยาศาสตร์ กระบวนการทำงานอะไรก็ตามแบบมีระบบระเบียบขั้นตอน อย่าเอะอะอะไรก็ลากเข้าเป็นกระบวนการวิจัยอยู่ร่ำไป  แล้วก็ไปติดภาพ รูปลักษณ์กระบวนวิจัยตามเครื่องเคราบทที่ 1 2 3 4  5 อะไรแบบนั้น รู้จักกระบวนการพวกนี้แบบรู้เท่าทันหน่อย

ส่วนเรื่อง PAOR ก็ทำนองเดียวกัน ตัวมันเอง ไม่ใช่กระบวนการวิจัย เป็นกระบวนการทำงานใด ๆ อีกเช่นกัน ก็ตามชื่อแหละค่ะ Plan วางแผนว่าจะออกแบบ สร้างแผนการสอน รู้แล้วว่าทำอย่างไร ก็ลงมือสร้าง เป็น A  Act ในที่นี้จะต่างกับ Act ของ PDCA เพราะ act  ของ PDCA มันเป็นการปฏิบัติที่ผ่านการได้ลองทำ และปรับปรุงแก้ไข จนอยู่ตัวแล้ว act ของ PDCA   จึงอยู่ตัวแล้วมากกว่า ของ PAOR พอ Act แล้ว ก็ดูว่ามัน OK ไหม ก็คือ O สังเกตว่าทำแล้วมันเป็นอย่างไร ให้ใครมาสังเกตก็ได้ นี่ก็เทียบเหมือน C  ของ  PDCA มันดี ไม่ดี ตรงไหน แล้วก็ให้ R Reflect คือให้ comment ให้ feedback ให้ข้อเสนอแนะ อภิปราย วิพากษ์วิจารณ์กัน ว่าดี ไม่ดี ยังไง ควรปรับแก้ยังไง

เห็นไหมคะ ทางศาสตร์บริหาร ศาสตร์การจัดการ มีเจ้าวงจร การทำงานแบบนี้มากมาย เลยค่ะ อย่าเอะอะลากมันเข้าเป็นกระบวนการวิจัยไปหมด  เราอยากจะทำงานอะไรสักอย่าง ใช้วงจรพวกนี้ก็จะทำงานไม่สะเปะสะปะ งานเป็นระบบเป็นขั้นตอนขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเรียกมันว่านี่คือวิจัย อยู่ร่ำไป ถ้าอยากเอาไปใช้ในงานวิจัยเพื่อศึกษาอะๆไรต่าง ๆ ด้วยระบบนี้ จะเอาไปใช้ก็ได้ แต่ไม่ควรไปเรียกมันว่านี่คือกระบวนการวิจัย มันเป็นกระบวนการทำงนของนักบริหาร นะคะ เคารพเขาหน่อย ควรจะบอกว่ายืมเอาแนวคิดของศาสตร์บริหารมาใช้ ควรพูดกันแบบนี้ถูกต้องกว่านะคะ พอมาใช้ในงานวิจัย กิจกรรมต่าง ๆ ของ PDCA หรือของ PAOR ก็ไปเอากระบวนวิธีขจองวิจัยมาสวมเข้าไป เท่านั้นเอง

สิ่งที่อยากให้ตระหนักก็คือว่า หลายต่อเรื่องที่เราทำงาน หลายเรื่องที่เราแก้ปัญหา สิ่งสำคัญคือทำให้เป็นระบบระเบียบ เป็นขั้นเป็นตอน แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำในรูปวิจัย มันไปทุกเรื่องค่ะ

 

2. แม้ว่า concept ของการวิจัยในชั้นเรียนคือการแก้ปัญหาให้กัยเด็กไม่กี่คนในชั้นเรียนที่อ่อน ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ถ้าจะทำกับเด็กทั้งห้องเรียนได้มั๊ยครับถ้าหากว่าเด็กมีปัญหาในการเรียน รู้ที่ไม่ดีนักพอๆกันหมดทั้งห้อง 

ได้ค่ะ วิจัยชั้นเรียน คือมุ่งแก้ปัญหาอะไรก็ตามที่ส่งผลต่อการเรียนของเด็กในวิชาหนึ่ง ๆ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหา ของเด็กคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง ทั้งห้อง หรือแม้แต่ตัวครูเองเป็นปัญหา ไม่ใช่เด็ก วิจัยชั้นเรียนทำกับครูเองก็ยังได้ หรือการบริหารจัดการของวิชานี้เป็นปัญหาส่งผลต่อการเรียนของเด็ก วิจัยชั้นเรียนก็แก้การบริหารจัดการของวิชานี้ใหม่ นี่ก็วิจัยชั้นเรียน เราไม่เคยเห็นประเทศไทยทำวิจัยชั้นเรียนโดยแก้ที่ครูวิชานั้น การบริหาร facilities ในวิชานั้น ทำแต่เด็ก เลยคิดว่าวิจัยชั้นเรียนทำกับเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ค่ะ

 

3. ในการวิจัยในชั้นเรียนจำเป็นต้องมี pretest มั๊ยครับ หรือว่า post test หลังการใช้นวัตกรรมก็พอ เพราะตามที่เข้าใจก็คือว่าเวลาจะวิจัยในชั้นเรียน ครูก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กของเราอ่อนอะไร และมีกี่คนที่มีปัญหานี้ และในเมื่อเห็นปัญหาชัดๆอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นตรงไหนที่จะต้องมา pretest ให้เด็กเครียดกับการสอบอีกทั้งที่พวกเขาก็รู้ตัวว่าพวกเขาอ่อนอยู่แล้ว การจัดสอบเด็กกลุ่มที่มีปัญหาก็เหมือนไปซ้ำเติมเปล่าๆเพราะสอบไปเด็กก็ทำไม่ ได้อยู่ดีสู้เอานวัตกรรมมาใช้แล้ววัดผลไปเลยจะดีกว่าหรือเปล่าครับ 

คำถามนี้ดีมากกกก ชอบค่ะ ตอนนี้เราลุ่มหลงเรื่องการทำวิจัยจนอยู่ใน DNA ของพวกครู สอนปกติแท้ ๆ ไม่ได้ทำวิจัยอะไรเลย สอนทุกหน่วยก็ต้องเริ่มต้นทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน กันมันไปทุกหน่วย ๆ ๆ อิทธิพลของการเรียนวิจัยมันลุกลาม และรุกล้ำ ศิลปะการสอนมากมายเลย จนแย่ไปหมดแล้ว นั่นคือเรื่องเอะอะทดสอบก่อนเรียน หลังเรียนกันอย่างเคร่งครัด ติดตำราวิจัย ไปใช้ในการสอนในชีวิตธรรมดา ซึ่งเราสามารถดูว่าเราสอน OK หรือไม่ เด็กเรียนได้ OK หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องมาใช้ทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ได้อีกมากมาย ไม่จำเป็นจะต้องเอาเรื่องวิจัยมาจับเลยในชีวิตการสอนปกติธรรมดา การสอนเป็นศิลปะ ไม่ใช่งานการสอนต้องเป็นวิจัยตลอด เข้าใจเรื่องวิจัยว่าแปลว่าอะไรกันก็ไม่ทราบ ติดกรอบกันมากเกิน นี่จนยุคที่เรียกกันว่ายุค post modern กันแล้ว แต่อาการต่าง ๆ เหล่านี้ มันยุค pre modern ด้วยซ้ำไปค่ะ

กลับมาคำถามของอาจารย์ วิจัยชั้นเรียน มันเป็นการแสดงการเป็นครูที่ดี ของคนเป็นครู ไม่ใช่การแสดงการเป็นนักวิจัย ดังนั้น วิจัยชั้นเรียนคือการปรับปรุงอะไรก็ตาม ที่จะช่วยให้เด็กผ่านไปได้ด้วยดี ในการเรียนวิชาหนึ่ง ๆ การปรับปรุงแก้ไขอะไรพวกนี้ มีระบบระเบียบ ขั้นตอน หน่อย น่าเชื่อถือหน่อยที่จะเผยแพร่แนวคิดนี้ ให้คนรู้ เมื่อเข้าใจตามนี้ กระบวนการวิจัยแบบเคร่งครัดติดตำรา เขาไม่ใช้ในวิจัยชั้นเรียนค่ะ ไม่ต้องมามีสถิติวิจัยอะไรเลยก็ได้  ขั้นตอนกระบวนการทำงานธรรมดา อย่างเป็นกระบวนการนำมาใช้ในวิจัยชั้นเรียนได้ ผลงานวิจัยชั้นเรียน ในงานประกันคุณภาพ เขายังไม่นับเป็นงานวิจัยเลย ถือเป็นเรื่องขององค์ประกอบการเรียนการสอนด้วยซ้ำ ไม่อยู่ในองค์ประกอบเรื่องวิจัย

ขอโทษค่ะ ตอบยาวมากกกก

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-11-28 18:58:04 IP : 101.109.169.152


ความคิดเห็นที่ 2 (3850031)

พอเข้าใจแล้วครับ ก็คือว่าวิจัยชั้นเรียนคือการแก้ปัญหาที่พบในการเรียนการสอนโดยที่สามารถทำได้ในรูปของการพัฒนาเด็ก แก้พฤติกรรมเด็ก พัฒนาสื่อ สร้างแบบฝึกแล้วหาประสิทธิภาพและอะไรต่างๆก็ตามที่เป็นทำให้การเรียนการสอนดีขึ้นใช่มั๊ยครับ 

 

ทีนี้สิ่งทื่เป็นประเด็นต่อไปคือแล้ววิจัยการศึกษาล่ะครับมันต่างกับวิจัยในชั้นเรียนยังไงครับ concept เป็นแบบไหนครับ เพราะก็ยังสับสนและงุนงงกับสองแนวนี้มากครับ บ้างก็ว่าถ้าแก้ปัญหาในชั้นเรียนและจบแค่นั้นก็คือวิจัยชั้นเรียนแต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างคือทั้งชั้นเรียนโดยไม่ได้มีการเลือกเด็กที่มีปัญหามาแก้ไข นั่นคือวิจัยการศึกษา ใช่อย่างนี้หรือเปล่าครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น learner วันที่ตอบ 2015-11-29 17:33:40 IP : 171.96.173.122


ความคิดเห็นที่ 3 (3850034)

วิจัยชั้นเรียนคือเน้นที่จะแก้ปัญหาการเรียนของ นร.ในวิชาของเรา เท่านั้น อจ.ทำวิจัยทดลองสอน แต่ไม่ใช่มุ่งแก้ปัญหาของ นร. ของเรา มันก็ไม่ใช่วิจัยชั้นเรียน  สิ่งที่จะสังเกตง่าย ๆ จุดแรกเลย คือความเป็นมาปัญหา ถ้าวิจัยปกติ อจ.อาจจะชี้ให้เห็นปัญหาทั่วไป ๆ   หรือพูดไปที่นวัตกรรมอะไรสักอย่างที่ อจ.สนใจ และอยากทำวิจัยเกี่ยวกับ นวัตกรรมนั้น แบบนี้เป็นวิจัยปกติ แต่ถ้าวิจัยชั้นเรียน อจ.จะต้องอธิบายวิชาของอจ.เอง สภาพห้องเรียนของห้องที่ อจ.สอนนี้ นร.ในห้องนี้ เป็นอย่างไร นร.ห้องนี้ หรือกลุ่มนี้ หรือ คนนี้ มีปัญหาอะไร ต้องเล่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเขา ต้องเล่าว่าอย่างไรที่เขาไม่ประสบความสำเร็จจากการเรียนวิชาของเรา และปัญหานี้ มันทำให้เกิดปัญหาต่อการสอนในวิชานี้อย่างไร ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จในวิชานี้อย่างไร วิจัยชั้นเรียนต้องพูดปัญหาแบบนี้ เคยเห็นค่ะงานวิจัยที่เรียกว่าวิจัยชั้นเรียน แต่ไปกล่าวปัญหาโลก ปัญหาประเทศ ปัญหาสังคม เช่นอ้าง พรบ.การศึกษา ว่าอย่างโน้น อย่างนี้ อ้างพระบรมราโชวาท ไปโน่นเลย เริ่มต้นอ้างแบบนี้ ก็หลงป่าเขาใหญ่ แล้วล่ะ พูดถึงเด็ก ที่ไหนไม่รู้ล่องลอย เมื่อไรเขียนความเป็นปัญหาแบบนี้ละก็ ไม่ใช่วิจัยชั้นเรียน ต่อให้ทำในวิชาของเรา ในห้องเรียนของเรา เด็กของเรา มันก็ไม่ใช่  วิจัยปกติบางทีทำบนความ “อยากทำ”  “อยากรู้” “อยากลองดู” ไม่ใช่เป็นปัญหาจริง ๆ หรอก  แต่วิจัยชั้นเรียนต้องทำเพื่อแก้ปัญหาการเรียนในวิชานี้ของนร. เท่านั้น จะทำแค่อยากรู้ แบบนี้ ไม่ได้ เป้าหมายมันต่างกัน กระบวนวิธีวิจัย ไม่ต่างกัน แต่ไม่เคร่งครัดติดแบบแผนวิจัยแบบปกติ และผลวิจัยที่ได้ วิจัยชั้นเรียนมันแปลกลับสู่เด็กห้องนี้ คนนี้ วิชานี้ ตัวเราเองนี้ เท่านั้น ส่วนใครจะเอาไปลองบ้าง ไม่เป็นไร วิจัยชั้นเรียนจึงไม่มีกลุ่ม ตย. เพราะมุ่งทำกับห้องนี้ กลุ่มนี้ คนนี้ มัน generalize ไปไกล แบบวิจัยทั่วไป ไม่ได้

เขาจึงไม่นับวิจัยชั้นเรียนเป็นวิจัย แต่เป็นเรื่องการเรียนการสอนที่ครูที่ดี จะไม่ละเลยปัญหาที่เกิดขึ้นกับวิชาที่ตนรับผิดชอบอยู่ วิจัยชั้นเรียนจึงทำให้เราเป็นครูที่ดี ทำวิจัยชั้นเรียนมาก แปลว่าครูคนนี้ ไม่ทอดทิ้งลูกศิษย์ตัวเอง  ไม่ใช่แปลว่าเป็นนักวิจัยเก่งกาจ คนละความหมายกันค่ะ ดังนั้น เมื่อวิจัยชั้นเรียนมุ่งแก้ปัญหา ช่วยเหลือลูกศิษย์ของตัวเอง แบบแผนวิจัยมันจะมาเคร่งครัดแบบวิจัยปกติไม่ได้ เหนื่อยตายก่อนพอดี แบบแผนวิจัยมีความน่าเชื่อถือได้ แต่ไม่ใช่แบบวิทยานิพนธ์  ต่างประเทศ เขาเขียนรายงานวิจัยชั้นเรียนแบบเล่าเป็น teaching scenario น่าอ่านมาก ๆ ๆ  2 - 4 หน้าเอง

ปัญหาอะไรที่ทำให้ นร. เรียนวิชาเรายุ่งยาก ไม่ประสบผลสำเร็จ ปัญหานั้น อาจเป็นปัญหาเด็กเอง ปัญหาตัวเราเอง ปัญหาสภาพแวดล้อม ห้องเรียน ปัญหาการบริหารจัดการวิชานี้ เป็นต้น ถ้าเราเห็นว่าปัญหาไหน มันส่งผลต่อการเรียนของนร.ห้องเรา วิชานี้ เราจัดการทดลองแก้ปัญหาไป นี่คือวิจัยชั้นเรียน ดูว่า เมื่อทำแล้ว เด็กเรียนวิชาเราดีขึ้นไหม มันเป็นการทดลองแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่จะทำให้ นร.ประสบความสำเร็จ ในการเรียนวิชาของเรา จากเดิมที่เขาไม่ประสบความสำเร็จ และวิจัยชั้นเรียนจึงไม่ใช่คือวิจัยทดลองสอนเสมอไป เพราะเราเห็นแต่ประเทศไทย ทำกันอยู่แต่แบบนี้ เลยอาจเข้าใจกันผิดเพี้ยนค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-11-29 19:34:28 IP : 101.109.169.152


ความคิดเห็นที่ 4 (3850035)

เข้าใจชัดขึ้นเยอะเลยครับว่ามีความแตกต่างกันแบบนี้ ยิ่งทุกวันนี้เห็น นศ ครู ปี 5 ทำวิจัยชั้นเรียนกันเป็น 5 บทแบบเอาเป็นเอาตาย เอาทฤษฎีเอาหลักการมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาจารย์นิเทศก็เคี่ยวเข็ญราวกับว่าจะส่งประกวด แต่สุดท้ายก็ทำแค่เป็นแบบฝึกหัด นี่คือสภาพที่ผมเห็นเป็นประจำก็เลยเกิดความสับสนอย่างที่เรียนถามครับ

ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้ดีๆในวันนี้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น learner วันที่ตอบ 2015-11-29 20:45:36 IP : 171.96.173.74


ความคิดเห็นที่ 5 (3850036)

ฮือ ฮือ !

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2015-11-29 21:55:12 IP : 101.109.169.152


ความคิดเห็นที่ 6 (4154702)

 มีประเด็นคำถามก็คือ เวลาส่งเป็นผลงานทางวิชาการตามหลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ. ว21/2560 กำหนดให้ส่งผลงานวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อย  1 เรื่อง คนที่ตรวจผลงานเขาจะมองอย่างไร
1. ควรเขียนแบบ 5 บท หรือ 3-5 หน้า

2. เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาจำเป็นต้องผ่านผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหรือไม่

3. ถ้าในไปใช้แก้ปัญหากับนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์นอกเวลาเรียน (หลังเลิกเรียน ต้องมีแผนการจัดการเรียนรู้หรือไม่)

4. ต้องมีรูปเล่มของนวัตกรรมหรือสื่อที่ใช้แก้ปัญหาหรือไม่

 

ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูเทวัญ ดีจรัส (twd2511-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2020-04-22 13:40:16 IP : 171.96.81.118



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.