ReadyPlanet.com


จะพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมอะไรดีนักเรียนจะสามารถฝึกนิสัยรักการอ่านและอ่านจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่


นักเรียนส่วนมากขาดนิสัยรักการอ่านและไม่สามารถอ่านจับใจความหรืออ่านจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านได้



ผู้ตั้งกระทู้ นครรัฐ โชติพรม :: วันที่ลงประกาศ 2013-06-13 13:25:42 IP : 202.29.189.125


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1660779)

กระทู้นี้ น่าจะมีผู้สนใจเข้ามาร่วมอภิปราย แสดงความเห็นกันนะคะ

โดยส่วนตัวขอเปิดประเด็นอภิปรายก่อน กระทู้นี้ มี 2 เรื่อง เรื่องให้เด็กรักการอ่าน กับเรื่องอ่านจับใจความเป็น

คนเราจะรักการอ่าน ต้องกระตุ้น ชี้ชวน เชิญชวน ให้รู้สึกว่า การอ่านเป็นเรื่องน่าสบายใจ ให้นึกถึงทำไมเราอยากอ่านอะไร และไม่อยากอ่านอะไร เมื่อไร ตอนไหน เราต้องการอ่านเรื่องที่เราเลือกเอง เราต้องการอ่านเมื่อไรก็อ่าน ขี้เกียจก็หยุด เราไม่ต้องการให้ใครมาสอบเราว่าอ่านหรือเปล่า อ่านแล้วได้เรื่องว่าไง ถ้าเราอยากเล่า เราเล่าเอง

ถามว่าชีวิตประจำวันของการอ่านของคนเรา มันเป็นแบบนี้ แล้วเราทำแบบนี้กับเด็กไหม เราบังคับให้เด็กต้องอ่าน ในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าอ่านนี่สิ  ดี ต้องอ่านนะ  ในความเห็นของผู้ใหญ่ทั้งนั้น กำหนดเวลาเรียบร้อย ในบางที่ จัดเวลาสถานที่เสร็จสรรพ ใน รร. ชม.นี้นะ ให้อ่าน นะ แถมอ่านเสร็จต้องมาเล่ากันให้ฟังด้วยนะ ต้องการเช็คว่าเด็กอ่านกันหรือเปล่า บรรยากาศ การกำกับแบบนี้ ลองถามตัวเองว่า เราครูบาอาจารย์ ถ้าใครมากำกับทำแบบนี้กับเรา เราอยากอ่านไหม

หนังสืออ่านนอกเวลา สมัยเรียนถูกบังคับให้อ่าน เราไม่อยากอ่านเลย พอเราพ้นวัยเป็นนักเรียน ไม่มีใครมาบังคับเราแล้ว เรากลับหยิบหนังสือนั้นมาอ่านได้อย่างสนุกสนาน เพราะอะไร ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมคะ

การสอนอ่านจับใจความสำคัญ ไม่ว่าอ่านภาษาไทย ภาษาอังกฤษ มีหลายวิธี ยังไม่อยากผูกขาดการตอบ ตอนนี้ มี อจ.หลายคน มีความรู้เรื่องนี้ ลองเ้ข้ามาแบ่งปันความรู้ดีไหมคะ หรือเชิญชวนนำร่องก่อน ในบางคน เช่น ดร.จุไรศิริ อยู่ทางใต้โน่น ไม่ทราบเข้ามาในสมาคมนี่บ้างหรือเปล่า ได้ทำวิจัยทักษะนี้เหมือนกัน  หรือ ดร.อุดมลักษม์ ก็ทำวิจัยเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เป็นอ่านภาษาอังกฤษ จะมีวิธีค่อย ๆ สอนอ่านจับใจความสำคัญ ให้เด็ก ๆ ได้อย่างไรบ้าง  ลองมาแบ่งปันความรู้กันนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-06-13 20:11:54 IP : 101.108.41.122


ความคิดเห็นที่ 2 (1663389)

 สวัสดีครับ รศ.ดร.นาตยา ปิลันธนานนท์

                   ยินดีมากครับที่มีสมาคมนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา ในสหรัฐอเมริกา วงการหลักสูตรและการสอนเขาก้าวหน้าไปไกลมาก นักวิชาการด้านหลักสูตรแนวปฏิรูป (Reconceptualists) ซึ่งรวมถึงนักวิชาการด้านหลักสูตรเชิงวิพากษ์และหลังสมัยใหม่นิยม เช่น William Pinar, Henry Giroux, William Doll ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมที่ศึกษาวิจัยศาสตร์ด้านหลักสูตรอย่างจริงจัง นั่นคือ the American Association for the Advancement of Curriculum Studies และ the International Association for the Advancement of Curriculum Studies มาแล้วหลายปี ศาสตร์ด้านหลักสูตรของเขามีลักษณะที่เป็นสหวิทยาการสูงมาก มีการนำศาสตร์ต่างๆ เช่น สถาปัตยกรรมศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา วรรณคดี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สตรีศึกษา เพศศึกษา ฯลฯ มาเป็นกรอบแนวคิดในการตีความและทำความเข้าใจหลักสูตร 

                   ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวงการหลักสูตรและการสอนในบ้านเรา จะต้องพัฒนาได้เช่นเดียวกันครับ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ออมสิน (ajarn-dot-hon-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-07-26 19:13:52 IP : 182.53.164.213


ความคิดเห็นที่ 3 (1663410)

ยินดีต้อนรับอาจารย์ ออมสิน ค่ะ (ท่าทางจะรวย) ช่วยมาแบ่งปันความรู้ให้กันบ้างนะคะ ขอบคุณค่ะ

เอ! ป่านนี้ยังไม่มีใครมาช่วยหาคำตอบเรื่องสอนทักษะอ่านให้อาจารย์นครรัฐเลย รอเดี๋ยวนะคะ มีคนรู้เรื่องนี้ดี สงสัยต้องหน้าม้าไปล็อบบี้ให้มาช่วยตอบ อ.นาต ขี้เกียจผูกขาดการตอบอยู่คนเดี๊ยว สมาคมนี้ ไม่รู้หายไปไหนกันโม้ดดด!

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-07-27 07:39:43 IP : 180.180.57.32


ความคิดเห็นที่ 4 (1663439)

 

ขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกคนค่ะ..มาไกลจากนราธิวาสค่ะ                                                                                                                                     กระทู้ของ คุณนครรัฐ  โชติพรม   เป็นกระทู้ที่เป็นปัญหาจริงๆ สำหรับเด็กในทุกวันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยคนนะคะ  สำหรับประเด็นการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน..ดิฉันมีมุมมองว่า...น่าจะเริ่มค้นหาสิ่งที่เด็กสนใจก่อนค่ะ  หลังจากนั้นก็มาจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก แต่ต้องเป็นกิจกรรมแบสบายๆ  ไม่เครียดค่ะ  ซึ่งอยู่ในรูปกิจกรรมที่แฝงการอ่านอยู่ในตัว  เช่น  กิจกรรมเล่านิทาน  การเล่นเกม  การร้องเพลง  และที่สำคัญคุณครู หรือผู้ปกครองต้องจัดกิจกรรมที่หลากหลายค่ะ เด็กจะได้ไม่เบื่อ  และสิ่งสำคัญหากเด็กมีความตั้งใจ สนใจ รักการอ่าน อย่าลืมให้รางวัลกับเด็กบ้าง เด็กจะได้มีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมค่ะ..ส่วนอีกประเด็นค่อยกลับมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใหม่ค่ะ...

 

       

ผู้แสดงความคิดเห็น วราภรณ์ แก้วสีขาว วันที่ตอบ 2013-07-27 21:30:16 IP : 113.53.113.101


ความคิดเห็นที่ 5 (1663440)

 ขอแชร์ประสบการณ์ฝึกทักษะการอ่านให้กับเด็กๆมัธยมปลายที่มีแนวโน้มที่จะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการอ่านภาษาไทยได้นะคะ

ดิฉันสร้างชุดฝึกทักษะการอ่านโดยใช้เทคนิคสแกฟโฟลดิง (scaffolding technique) ซึ่งจะเน้นการช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล ชุดฝึกที่สร้างขึ้นก็ต้องเป็นไปตามประเด็นที่เป็นปัญหาสำหรับนักเรียน นำเอาทักษะใหญ่มาแตกเป็นทักษะย่อยนักเรียนจะค่อยๆพัฒนาความสามารถเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปยาก โดยที่ครูจะคอยช่วยเหลือ สนับสนุน (อย่างเป็นมิตรด้วยนะคะ) สิ่งสำคัญของเทคนิคนี้ก็คือความช่วยเหลือจากครูจะต้องลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดนักเรียนต้องสามารถทำภาระงานหรือเกิดความคิดรวบยอดได้ด้วยตัวเอง

ชุดฝึกทักษะการอ่านที่สร้างขึ้นมี 5 หน่วยซึ่งครอบคลุมทักษะการอ่านที่นักเรียนมีปัญหาจำนวน 5 ทักษะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ทักษะการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญนั่นแหละค่ะ ดิฉันเริ่มให้อ่านจับใจความเรื่องที่มีเพียง 1 ย่อหน้าและมี topic sentence (ประเด็นสำคัญ) ปรากฏอย่างชัดเจนที่ประโยคแรกหรือประโยคสุดท้ายหรือส่วนกลางของย่อหน้า ต่อมาก็ให้ฝึกสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านที่มีหลายย่อหน้าซึ่งมีประเด็นสำคัญปรากฏอย่างชัดเจนที่ประโยคแรกหรือประโยคสุดท้ายหรือส่วนกลางของย่อหน้า พูดง่ายๆว่าสิ่งที่ให้เด็กทำจะค่อยๆซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขั้นการอ่านจับใจความเรื่องที่ไม่มี topic sentence ปรากฏในประโยคใดประโยคหนึ่งในย่อหน้าเลย

แต่กว่าจะมาถึงขั้นสุดท้ายนั้น ครูต้องให้ตัวช่วยเด็กหลายอย่าง ซึ่งตัวช่วยนี่ปรากฏได้หลายลักษณะนะคะ เช่นคำบอกใบ้ รายการตัวเลือก หรือ topic sentence ที่เห็นชัดเจนในระยะแรกก็ถือเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่ง หรือการใช้เครื่องหมาย slash (/) ขีดเพื่อช่วยแบ่งข้อความที่มีความหมายเพื่อให้นักเรียนอ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นต้น ตัวช่วยต่างๆจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนหมดไปในที่สุด

อธิบายมากไปไหมคะ^^ ขอสรุปปิดท้ายสำหรับเทคนิคสแกฟโฟลดิง เผื่อว่าจะมีผู้นำไปใช้สอนเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงทางวิชาการ  Scaffold ก็คือนั่งร้าน (ที่ใช้เวลาสร้างตึก) เปรียบเสมือนความช่วยเหลือจากครู ที่จะให้เด็กค่อยๆเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน พยุงให้เด็กไปถึงจุดที่เป็นศักยภาพสูงสุดของเขา ตึกสวยงามทุกตึกจะต้องผ่านการก่อสร้างโดยอาศัยนั่งร้านทั้งนั้น แต่ท้ายที่สุดเมื่อสร้างตึกเรียบร้อยนั่งร้านทั้งหมดต้องถูกถอนออกให้หมด เช่นเดียวกับเทคนิคสแกฟโฟลดิง ที่เป้าหมายสูงสุดคือเด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ควบคุมดูแล และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์ วันที่ตอบ 2013-07-27 22:25:12 IP : 110.168.56.113


ความคิดเห็นที่ 6 (1663446)

ชัดเจนดีจังเลยค่ะ ดร.อุดมลักษม์ ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-07-28 08:02:14 IP : 101.109.170.242


ความคิดเห็นที่ 7 (1663520)

ขอบคุณครับ จะนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนวิชาสังคมครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น นครรัฐ โชติพรม วันที่ตอบ 2013-07-29 11:38:28 IP : 182.52.111.119



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.