ReadyPlanet.com


หลักสูตร ร.ร.มาตรฐานสากล


ทราบมาว่าปีการศึกษาหน้านี้ สพฐ.จะพยายามผลักดันให้โรงเรียนมัธยมฯ ทุกโรงเข้าสู่โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล(World-class Standard School)  แต่ต้องเปลี่ยนชื่อรายวิชา TOK(Theory of Knowledge) , Extended-essay , CAS ใหม่เป็นรายวิชา IS1 , IS2  ดูไปดูมาก็คล้ายกับว่าไปลอกหลักสูตรของ IBO มาใช้   ก็คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่การศึกษาไทยนำเข้ามาแบบหัวมังกุฏท้ายมังกรอีกแล้ว



ผู้ตั้งกระทู้ พงศธร :: วันที่ลงประกาศ 2012-03-22 20:02:35 IP : 10.0.0.123


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1603557)

ไปศึกษาเอามาเล่าสู่กันฟังซีคะ จะได้ให้ความรู้ถูก ๆ กัน ลูกศิษย์ อ.นาต ปี 1 ป.เอก ณ ปัจจุบัน เอาที่ อ.นาตสอน มาเล่าแชร์ไว้ก็ดีนะคะ concept รร.มาตรฐานสากล ของต่างประเทLเขาเป็นไง ไม่ได้บอกนะว่า ใคร ดี ไม่ดี แต่ให้เห็นว่า ไทยกับสากล ทำอ ะไรคล้ายกัน อะไรต่kงกัน misconcept กันตรงไหน มีใครจะเข้ามาแชร์กันบ้างเอ่ย แชร์ไม่ได้ เดี๋ยวไม่ให้เกรดวิชานี้นะ เพิ่งเรียนกันไปเอง คริ คริ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-03-24 21:55:20 IP : 101.108.43.136


ความคิดเห็นที่ 2 (1605839)

ความเคลื่อนไหวของหลักสูตรโรงเรียนWC.ในปี 2555 นี้ สพฐ. ปรับจาก 4 สาระเดิม เนื่องจากมีปัญหาอุปสรรคจากชื่อของรายวิชา TOK(Theory of Knowledge) , Extended-essay ไปเหมือนกับหลักสูตร IB ค่ะจึงมีปัญหาด้านลิขสิทธิ์  ขณะนี้ได้ปรับเป็นรายวิชา การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) โดยใช้บันไดการพัฒนา 5 ขั้น แบ่งสาระเป็น 3 สาระ ค่ะ

IS 1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็นสาระที่มุ่งเน้นการกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ โดยเริ่มจากปัญหาจากการเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆที่เด็กๆสนใจ(จากTOK และGE เดิม) บันไดพัฒนา ขั้นที่1-3

IS 2 การสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งเน้นวิธีการถ่ายทอด/สื่อสารแนวคิด/องค์ความรู้ที่ได้ศึกษา จากIS 1 โดยเรียนรู้/เลือกวิธีการนำเสนอที่เหมาะสมทั้งในด้านการเขียนและรูปแบบการนำเสนอ (EE เดิม) บันไดพัฒนาขั้นที่ 4

IS 3 การนำความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Sevice Activity) เป็นสาระที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนประยุกต์ความรู้จาก IS1 และ IS2 ไปใช้เพื่อการบริการสังคม/สาธารณะ บันไดพัฒนาขั้นที่5

* แนวทางการจัด IS1-2 จัดเป็นหน่วยบูรณาการในระดับป.1-3  จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม 1 รายวิชาในประถม4-6 ชั้นใดชั้นหนึ่ง   จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม 2 รายวิชาในม.ต้น และม.ปลาย ชั้นใดชั้นหนึ่งที่โรงเรียนเป็นว่าเหมาะสมค่ะ  โดยใช้รหัสวิชาเป็น I และตามด้วยเลขรหัส

* ส่วน IS 3  จัดในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ค่ะ

   ถ้าต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถDownload คู่มือแนวทางการจัดการเรียนการสอน(ฉบับร่าง)จากWEB สำนักมัธยมศึกษาตอนปลายค่ะ

                                      

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรงพร (ลูกศิษย์ อ.นาตค่ะ) (krutue-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-10 19:38:58 IP : 180.183.162.80


ความคิดเห็นที่ 3 (1605858)

ที่ว่ามานี่มาตรฐานสากลแบบไทย นึกจะทำอะไรก็ทะลุกลางปล้อง การทำหลักสูตรของเมืองไทย เหมือนช่างเย็บผ้าที่อยู่ริมถนน ทำหลักสูตรแบบที่ว่ามานี้ เหมือนช่างเย็บผ้าที่ทำได้แค่ปะ ตัด ชุน หรือช่างก่อสร้างที่รับต่อเติมบ้าน ต่อตรงนั้นหน่อย ยื่นตรงนั้นออกมานิด รูปทรงเสื้อ หรือรูปทรงบ้าน มันดูไม่จิืดเลยนะ การทำหลักสูตร หรือ รร. มันมีระบบของมันอยู่นะ ไม่ใช่นึกอยากจะมีอะไร อยู่ ๆ ก็กำหนดอะไรเหมือนเนื้องอกขึ้นมา โดยไม่ดูว่า โครงสร้างเดิมมันเป็นยังไง ฟังที่ อ.ทรงพร เล่ามา ยังนึกไม่ออก ว่า รร.เขาทำได้ ทำเป็นหรือ เก่งเนอะ นี่คือ world class แบบไทย (ห้ามย่อ WC เด็ดขาด เสียชื่อ อ.นาตหมดค่ะ)

แล้วมาตรฐานสากลแบบสากลละคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-04-10 22:23:30 IP : 101.51.217.127


ความคิดเห็นที่ 4 (1606347)

นี่หรือมาตรฐานสากล มันสากลตรงไหนนี่นึกจะคิดก็คิด  นึกจะทำก็ทำ  นึกจะสั่งก็สั่ง อย่างนี้ผู้ปฏิบัติก็แย่ล่ะซิคะ นึกถึงคนที่เขาตั้งใจสอน

วางแผนการจัดการเรียนการสอนเรียบร้อยแล้วบ้างซิคะ  น่าเป็นห่วงการศึกษาไทยจริง ๆ   ปวดใจจริงทำแผนการสอน ทำสื่อเอาไว้

หลายอย่าง หลายด้าน สุดท้ายต้องไปสุสาน............

ผู้แสดงความคิดเห็น ครูผู้สอน วันที่ตอบ 2012-04-15 11:20:51 IP : 125.24.248.165


ความคิดเห็นที่ 5 (1606377)

จะเล่าสั้น ๆ สำหรับมาตรฐานสากลแบบสากล นะคะ เริ่มต้นต้องเข้าใจก่อนว่า เรื่องพวกนี้ดั้งเดิม มันเป็นเรื่องของประเทศมหาอำนาจ (ทางเศรษฐกิจ) ที่แข่งขันกันเอง โดยเชื่อว่าโลกทุกวันนี้จะเจริญต้องเรื่องเศรษฐกิจนำ อะไรที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้า ก็คือ คนของประเทศนั้นต้องเก่งวิทย์ คณิต เก่งอ่าน (ภาษาอังกฤษ) (เพราะภาษาอังกฤษมันเป็นภาษาสื่อสารกลางของโลก) และเก่งแก้ปัญหา เก่งเรื่องพวกนี้ จะทำให้ ปท.เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เลยมีองค์กรสากลเป็นตัวตั้งตัวตีรับทดสอบประเมินเด็ก ปท.ต่าง ๆ ที่ต้องการมาท้าชนกัน เพื่อดูว่าเด็ก ปท.ไหนเก่ง องค์กรที่ว่านี้ที่ดัง ๆ ที่ไทยเราเข้าไปมีส่วนเอี่ยว เอาเด็กไปท้าชนกับเขาด้วย ก็คือ TIMSS,PISA และ PIRLS อันหลังนี่ไทยไม่ได้ส่งไปสอบ เด็กเราแรงน้อย เลยติดแบบบ๊วยเค็ม ๆ มัน ๆ ก็ไม่ได้ถูกฟูมฟักเอาจริงเอาจังสักเท่าไร ถ้าจะเก่ง รักดี ก็ตัวเด็กเขาดี เก่งเองเป็นต้นทุนอยู่แล้วล่ะ

การจะพัฒนาเด็กให้ไปแข่งกับสากลได้ มันต้องมีการเตรียมการ เริ่มต้น เขาจะมีการปัดฝุ่นมาตรฐานที่ประเทศกำหนด ในที่นี้ก็คือ เขาจะเริ่มปัดกวาดเจ้าหลักสูตรแกนกลาง ซึ่งที่ถูกต้องเรียกว่ามาตรฐานหลักสูตรนี่แหละ โดยเฉพาะกลุ่มสาระวิทย์ คณิต ภาษาอังกฤษ ให้เป็น international benchmark กำหนด performance std ที่เป็น proficiency level ให้เป็น international ของเราเหรอ อย่าว่าแต่ให้เป็นตัวชี้วัดสากลเลย หลักสูตรตั้งแต่ปี 44 จนเดี๋ยวนี้ ปี 51 ไทยยังไม่เคยทำ proficiency level ที่อิงมาตรฐานหลักสูตร สำหรับเป็นเกณฑ์ประเมินเลย ก็ไม่รู้ว่าระดับชาติใช้อะไรเป็นเกณฑ์ประเมิน นร.ดูละกันแค่เกณฑ์ประเมินอิงหลักสูตรในชาติยังไม่มีเลย แต่จะให้ไปเป็นมาตรฐานสากลละ

เมื่อได้พวกนี้แล้ว สิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือ จัดการพัฒนา materials ทั้งหลายให้ align กับตัวชี้วัดสากลนี้ พัฒนาครู และผู้บริหาร ให้สามารถที่จะสอนเด็กไปให้ได้มาตรฐานสากลที่ว่า จากนั้น ที่สำคัญ เขาจะคืนอำนาจให้กับ รร. คืนอำนาจแบบจริง ๆ ไม่ใช่ให้ 500 โรงเป็นมาตรฐานสากล แต่เรื่องเก่า ๆ ก็ยังกำกับเขาอยู่ เขาจะให้ รร.มีอิสระเต็มที่ที่จะบริหารจัดการให้ นร.ได้ตามมาตรฐานสากลที่กำหนด กระทรวงไม่ต้องไปครอบงำเขา ไปกำกับการทำหลักสูตร กำกับรายวิชาต่าง ๆ ให้เขา เปรียบเทียบเหมือนว่า แต่ละ รร.เขาแต่งบ้านเขาเรียบร้อยแล้ว ตามรสนิยม การอยู่อาศัย และตามพื้นที่ความพร้อมที่เขามีอยู่ อยู่ ๆ กระทรวงให้เฟอร์นิเจอร์มาใหม่ 4 ชิ้น บอกว่าเอาไปแต่งบ้านเธอ ไปแต่งยังไงก็เรื่องของเธอ ถามว่า รร.เขามีพื้นที่มากมายพอที่จะวางเฟอร์นิเจอร์ลงไปปนกับของเก่าหรือ  แม้กระทรวงไม่พูดแต่ของเก่าก็ยังต้องอยู่ มันก็สื่อแบบนั้นแหละ เพราะอะไร เวลา ONET สอบ สมมติ ONET มาเหลียวแล 500 โรง ที่ถูกให้เอาเฟอร์นิเจอร์ 4 ชิ้นยัดเยียดเข้าไปใน รร.หรือเปล่าล่ะ เขาก็ยังสอบเด็กแบบปกติ 500 โรง จะกล้าทิ้งของเดิม ๆ ได้หรือ เดี๋ยวกลายเป็นมาตรฐานสากล แต่เด็กตก ONET ละ ใครรับผิดชอบ มาตรฐานสากลของต่างประเทศ เขาเอาเด็กไปประเมินกับ TIMSS, PISA, PIRLS แต่ของเราประเมินกับสถาบันภาษา สสวท เอาเกณฑ์ของสถาบันไทยไปจับ แล้วนี่มันเป็นมาตรฐานสากลตรงไหน ประเทศที่เขาจะเป็นมาตรฐานสากล เขาตั้งใจทำทั้งระบบ แต่ของเราคงกลัว ๆ กล้า ๆ ทำกับ 500 โรง โดยที่ 500 โรงนี้ ก็ยังถูกเรียน และประเมินที่เป็นแบบเดิม ๆ ด้วย มันจึงเหมือนอยู่ ๆ เอาเนื้องอกมาพอกลงไปกับเนื้อดีที่มีอยู่ แล้วให้มันอยู่ด้วยกัน นัวเนียไปด้วยกันแบบนั้นแหละ ก็ดีแล้ว ที่ใช้การประเมินจาก สสวท.เป็นต้น  แต่ก็เห็นได้อีกตัวอย่างหนึ่งว่า อะไรที่เป็น ของนอกนำเข้า ต้องมีการแปลงรสชาติใหม่แบบไทย ทุกทีไป เสียตรงที่ว่า ไปเรียกแบบเขาทำไม ให้เข้าใจผิด ในเมื่อไม่ทำให้เต็มรูปตามระบบแบบเขา มาตรฐานสากลของเรา อยู่ ๆ กำหนด 4 วิชาลงไปใน รร.หน้าตาเฉย ซะอย่างนั้น ดูกระทรวงจะทำอะไรง่ายไปหมดเลยนะ ดีแต่สั่งกลางอากาศ ทำงานทะลุกลางปล้องแบบนั้น ดูราวกับว่า 4 วิชาเป็นยาสารพัดนึก เป็นมาตรฐานสากลได้ด้วยเพียงแค่ 4 วิชาที่กำหนดให้ ตลกดี

ก็คงเห็นระบบคิด และวิธีการทำงานของมาตรฐานสากลแบบไทย กับมาตรฐานสากลแบบสากล กันแล้วนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-04-15 20:59:43 IP : 101.108.58.152


ความคิดเห็นที่ 6 (1606459)

อยากทราบว่าเวลาจัดทำโครงสร้างหลักสูตร  รายวิชา  IS1   ใหห้รหัสรายวิชาอย่างไร

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ดวงใจ (doungjai_kw-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-16 13:29:27 IP : 125.27.171.208


ความคิดเห็นที่ 7 (1612153)

เป็นที่ที่เรียนรู้ได้ดี

 

เลยทีเดียวครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น PotseTion วันที่ตอบ 2012-05-24 14:37:05 IP : 113.53.248.195


ความคิดเห็นที่ 8 (1612430)

อยู่ดีๆเปิดเทอมมาถูกให้สอนวิชา IS1 งงมาภครูยังรู้ผิดๆถูกแล้วจะสอนอย่งไร

ผู้แสดงความคิดเห็น ครู วันที่ตอบ 2012-05-25 19:12:33 IP : 125.27.3.0


ความคิดเห็นที่ 9 (1612461)

คิดในทางดีไว้ก่อน ว่าเขาเห็นความสามารถของเรานะ ถึงมอบให้สอน สู้ สู้ ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-05-25 23:22:34 IP : 182.53.20.49


ความคิดเห็นที่ 10 (1612577)

แล้วคนที่ต้องสอนอย่างผมจะเข้าใจอะไรได้

ผู้แสดงความคิดเห็น สินชัย วันที่ตอบ 2012-05-27 04:53:19 IP : 125.27.26.220


ความคิดเห็นที่ 11 (1612586)

ลองบอกมาหน่อยมั้ยคะว่า IS1 ที่ว่า รร. กำหนดไว้ว่าอย่างไร ลองให้ข้อมูลมาหน่อย เดี๋ยวเผื่อพอจะช่วยอะไรอาจารย์ได้บ้างน่ะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-05-27 07:06:38 IP : 125.24.235.214


ความคิดเห็นที่ 12 (1614990)

         ตอนนี้ทุกคนในโลกนี้กำลังหลงทาง,แม้ฝรั่งพยายามใช้ ทฤษฎี Constructivism  แต่ก็ยังไม่ตรงประเด็นและหลงทาง และคนไทยก็ไปตามเขาอีกก็หลงทางกันไปทั้งหมด,ไม่รู้จักใช้สมองคิดเองเลย.

             เราไม่รู้ว่ามนุษย์เรียนรู้และสร้างความรู้ได้อย่างไร,เรากำลังเดาสุ่มแบบไร้ทิศทาง,คือลองทำนั่นบ้างแบบนี้บ้างโดยไม่ค้นหาทฤษฎีที่ชัดเจนก่อน,

         สังเกตุจากหลักสูตร TOK ไม่มีเนื้อหาสาระที่ชัดเจน,สักแต่ทำกิจกรรม , ทำรายงานซึ่งมิได้ทำให้บุคคลนั้นรู้ว่าเขาจะเรียนรู่สิ่งต่างๆได้อย่างไร? ที่แย่คือเสียเวลาของครู และนักเรียนไปกับการทำรายงานที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง.

    ผมได้เขียนทฤษฎีการเรียนรู้ของมนุษย์ขึ้นมาให้ชื่อว่า " data structured  program" มุ่งศึกษาและอธิบายถึงการสร้างข้อมูลในสมองมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรู้และทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์อย่างถ่องแท้. 

ผู้แสดงความคิดเห็น วิโรจน์ วิวัฒน์รังสรรค์ (wirote-dot-ww-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-10 19:46:37 IP : 223.207.6.121


ความคิดเห็นที่ 13 (1615010)

ถ้าจะบอกที่มาที่ไปของเรื่อง รร.มาตรฐานสากล ที่อาจารย์กำลังบ่นอยู่นี้ สพฐ.เอามาจากหลักสูตร IB Program ซึ่งเขาจะมี 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง life skill, study skill กลุ่มนี้จะมีรายวิชาในกลุ่มที่มุ่งให้เด้กได้ทักษะชีวิต ทักษะการเรียน ทักษะการคิด ทำนองนั้น อีกกลุ่มหนึ่งเป็นหลักสูตรในกลุ่ม academic ทำนองแบบกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ IB program เป็นแนวคิดการศึกษาของยุโรป ที่มุ่งใช้ transfer การเรียน สำหรับเด็กที่ต้อง mobile ตามพ่อแม่ไปประเทศโน้น นี้ จะได้มีที่เรียนในประเทศที่ตัวเองต้องไปอยู่ได้ จนต่อเข้ามหาวิทยาลัยได้ เรียกว่าย้ายที่เรียนข้ามประเทศก็ไม่มีปัญหา จึงเอามาเคลมเป็นมาตรฐานสากล ที่จริงแนวคิดเรื่องมาตรฐานสากล ยังมีแนวคิดอื่น ๆ อีก วิชาที่อาจารย์กำลังปวดหัวอยู่นี้ เป็นวิชาในกลุ่มแรกของ IB program ธรรมชาติวิชาพวก IS มันเป็นรายวิชาเด็กเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล ต้องมี อ.ที่ปรึกษาประจำตัว ก็ทำนองแบบรายวิชาในมหาวิทยาลัยที่มีรายวิชา IS เหมือนกัน เป็นรายวิชามุ่งศึกษาค้นคว้า สร้างองค์ความรู้จากการศึกษาค้นคว้า ไม่ใช่แบบบางมหาวิทยาลัยไปเอา IS ทำวิทยานิพนธ์ฉบับเล็ก ถ้าอาจารย์จะดูแล รายวิชาแบบนี้ให้เด้กใน รร. ก็เอาง่าย ๆ ให้นึกถึงรายวิชานี้ในมหาวิทยาลัยนั่นแหละ อาจารย์ก็ต้อง treat เด็กแบบนั้น รายวิชาแบบนี้ มันเป็น content free ค่ะ ที่ต้องวิจารณ์ สพฐ.เช่นกันก็คืออยู่ ๆ ก็ไปตัดตอนเอารายวิชาแบบเขามาโผล่ทะลุกลางปล้องให้ รร. ชอบทำแบบนี้ทุกทีเลย โดยไม่ดูว่า ระบบและบริบทของที่ไปเอามา เขาเป็นอย่างไร นึกเห็นชิ้นส่วนไหนชอบ ก็ไปคว้าเป็นจิกซอ ชิ้น ๆ  มาแปะกับระบบและบริบทของไทยที่เป็นอะไรอีกแบบหนึ่ง มันก็เลยหัวมงกุฎ ท้ายมังกร ไปแบบนั้น น่าเห็นใจ ๆ 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-06-10 23:02:24 IP : 125.24.236.114


ความคิดเห็นที่ 14 (1615237)

  ผมขออนุญาติท่านอาจารย์เรียนแนะนำตัวหน่อยน๊ะครับ,

              ผมชื่อนายวิโรจน์ วิวัฒน์รังสรรค์  จบการศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ,คณะวิศวกรรมศาสตร์ , จุฬาฯ .  อายุ 49 ปี, เคยทำงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ  จ. ลำปาง , บริษัทเอกชน 2-3 แห่ง และออกมาเปิดร้านรับงานเกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า แต่พบว่างานวิศวกรรมกับคนไทยไปกันไม่ได้ ,นับวันงานลดน้อยลงทุกที,โรงงานไม่ทำ preventive maintennance จะรอ breakdown maintennance อย่างเดียว.

 

        ผมจึงหันมาสอนกวดวิชาเด็กตั้งแต่ ป5 - ม6  ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์, ปีที่แล้วผมมีโอกาสไปสอนวิชา TOK ในสไตล์หลักสูตรของผมเอง (ซึ่งไม่เหมือนของกระทรวง) ,1 เทอมที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง. โดยทีแรกผมตั้งใจจะเข้าไปสอน เรื่อง Learning  skill  ให้กับเด็กๆมากกว่้าแต่ทางโรงเรียนขอให้สอนในแนว TOK ซึ่งผมดูหลักสูตรของกระทรวงแล้วไม่เข้าท่า,ผมจึงขอสอนในแนวทางของผมเอง.ปัจจุบันผมไม่ได้สอนแล้วเพราะต้องการมาสร้างเด็กในแนวทางของผมเอง.

 

            ผมขอเรียนอาจารย์ถึงแนวหลักการทำงานของสมองมนุษย์ที่ผมพยายามศึกษาด้วยตนเอง ,โดยใช้เวลานานมากกว่า 25 ปี , ซึ่งพอสรุปคร่าวๆของบทแรกที่เกี่ยวกับเรื่องของความรู้พอเป็นสังเขปดังนี้ครับ

นิยามสำหรับ โมเดลการสร้างความรู้ของมนุษย์

               ข้อมูล 

                    คือ  สัญญาณทุกชนิดทุกรูปแบบ  ที่มนุษย์รับเข้าสู่สมองได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 ,  โดยเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าเคมี  และจัดเก็บในเซลล์  ประสาท

            ข้อมูลเดี่ยว 

                   คือ  ข้อมูลที่เล็กที่สุด  ซึ่งบุคคลหนึ่งไม่สามารถ ขยายความ  ต่อไปได้อีก แต่เป็นที่เข้าใจและยอมรับของบุคคลนั้น

           ข้อมูลเชิงซ้อน

    คือ  กลุ่มข้อมูลเดี่ยวหรือข้อมูลเชิงซ้อน  ที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตาม   แต่ยังไม่สามารุเชื่อมโยงกับฐานความรู้เดิมได้

           ฐานข้อมูล  หรือ  ข้อมูลเดิม

                     คือ  ข้อมูลและความรู้ทั้งหมดของบุคคล  ซึ่งได้จากการสะสมและสร้างมาตั้งแต่เกิด

          ฐานความรู้  หรือ  ความรู้เดิม

                     คือ  ความรู้ทั้งหมดของบุคคล  ซึ่งได้จากการสะสม  และสร้างมาตั้งแต่เกิด

              ความรู้ 

                     คือ  ข้อมูลที่แต่ละ บุคคล  สร้างให้กับตนเอง  ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ  2  ประการ                                                          

 

 

 

 

                                  1.  คุณสมบัติแห่งความเข้าใจ

                                 2.  คุณสมบัติแห่งการเกิดประโยชน์ 

  

1.  คุณสมบัติแห่งความเข้าใจ

        คือ  คุณสมบัติของข้อมูลเดี่ยวหรือ   ข้อมูลเชิงซ้อน ที่สามารถเชื่อมโยง ความหมาย,รูปแบบ  ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจ  และการยอมรับข้อมูลนั้นเข้าเป็นความรู้ใหม่ 

2.  คุณสมบัติแห่งการเกิดประโยชน์

         2.1    -  ใช้สร้างข้อมูล และความรู้ใหม่ 

o      ความรู้ใดที่ไม่สามารถใช้สร้างข้อมูลใหม่ หรือ  ความรู้ใหม่ได้  จะกลายสภาพไปเป็น  ข้อมูลเดี่ยว  และจะสูญหายไปในที่สุด (เพราะไม่มีการฟื้นฟูหรือRefresh โดยสมองPre frontal cortex)

                              2.2     -  ใช้ในการตัดสินใจของตนเอง

o      ความรู้ใดที่ใช้ในการตัดสินใจไม่ได้  จะกลายสภาพเป็นข้อมูลเดี่ยว  และจะสูญหายไปในที่สุด


            ผมจะขออนุญาติท่านอาจารย์ ส่งความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาไทยในโอกาสต่อๆไปครับ.

 

                                                                                                                                              ขอแสดงความนับถือ

                                                                                                       นาย วิโรจน์ วิวัฒน์รังสรรค์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาย วิโรจน์ วิวัฒน์รังสรรค์ (wirote-dot-ww-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-06-11 23:19:13 IP : 223.206.178.148


ความคิดเห็นที่ 15 (1615263)

แนวคิดอาจารย์ดีจังเลยค่ะ และดีใจที่คนวิศวะหันมาสนใจเรื่องการศึกษา ที่สาขาหลักสูตร ม.เกษตร เราก็เคยมีลูกศิษย์ที่เป็น อจ.วิศวะ มาเรียน จบเป็น ดร.ไป 2-3 คนแล้ว  มีไอเดียดี ๆ แบบนี้น่าจะอยู่ในวงการศึกษาต่อไปนะคะ ถ้า อจ.ติดใจเรื่อง TOK ไปอ่านของดั้งเดิม IB program จะดีนะคะ อย่าไปอ่านของกระทรวง มันจะเหมือนกินน้ำผลไม้ 40% ไม่ใช่น้ำผลไม้ 100% น่ะ แหะ แหะ อ่านแล้วเกิดไอเดียต่อยอดว่าอะไร เอามาคุยกันอีกนะคะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-06-12 07:33:22 IP : 101.108.52.12


ความคิดเห็นที่ 16 (1635144)

ถูกกำหนดให้สอน IS 1  ก็พยามยาม หาข้อมูลในเน็ต อ่าน ๆ ๆ พยามยาทำความเข้าใจ แต่ก็รู้ว่าหลงทาง เพราะการที่ให้นักเรียนคิดค้นอย่างอิสระ ในเรื่องที่นักเรียนสนใจ แล้วจัดทำรายงาน 5 บท (แบบสมบูรณ์) เป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ม.ต้น (มีบางคนทำได้ดีมาก) ซึ่งที่บอกว่าครูหลงทาง คือ มา ณ วันนี้ ได้มาศึกษาหาความเข้าใจให้มากขึ้น หลังจากที่สอนผ่านไป 1 ภาคเรียน จึงรู้ว่า "ครูสอนเกินความสามารถเด็ก" ซึ่ง IS 1 เพียงแค่ให้เด็ก หัดตั้งประเด็นปัญหา  หาแนวทางแก้ปัญหา และสรุปวิธีการแก้ปัญหา ......นักเรียน เรียนรู้แค่ 3 ขั้นเท่านั้น .....คิดว่าครูต้องพยายามเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ให้ชัดเจน กำหนดเนื้อหาสาระที่เหมาะกับเด็ก ร.ร. ชุมชน ของตนเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น เสาวนีย์ สัจจะผลกุล (saowanee-sajja-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-10-18 09:29:09 IP : 124.121.3.241


ความคิดเห็นที่ 17 (1635336)

 ถ้าว่าตามความหมายที่แท้จริงของ IS คือการศึกษาค้นคว้าโดยอิสระ ไม่ใช่การทำวิทยานิพนธ์ ในมหาวิทยาลัยมี IS ในพวกแผนการเรียนที่ไม่ทำวิทยานิพนธ์ ถ้าเป็น ป.โท คือที่เรียกว่า แผน ข. สกอ.ได้กำหนดความหมายคำนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่การทำวิทยานิพนธ์ แต่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ไปเอามาสอนในรูปให้ทำวิทยานิพนธ์แบบฉบับย่อ เช่น ให้ทำเรื่องเล็ก ๆ กลุ่มตย.เล็ก ๆ ถ้างั้น Piaget ที่เขาศึกษาพัฒนาการของลูกเขาคนเดียว จนมาเป็นทฤษฎีพัฒนาการที่นำมาใช้อ้างอิงกันทั่วโลกทุกวันนี้ ก็เป็นเพียง ผลงาน IS นะซี วิจัยทำม้ัน 1 คน แสนคน เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ มันก็คือวิจัย ไม่รู้ใครไปเอาความคิดมาจากไหนว่าทำวิจัยเล็ก ๆ เป็น IS ทำใหญ่ เป็นวิทยานิพนธ์ และ สกอ.ผู้คุมกฎก็ไม่ทักท้วง ทั้งที่ระบุไว้ในมาตรฐาน 2548 อย่างชัดเจน เมื่อไรเราสอนโดยใช้กระบวนการวิจัยในการศึกษาค้นคว้า มันคือวิจัย การจะศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ มันทำได้หลายทางนะคะ วิจัยมันเป็นการศึกษาค้นคว้า ซึ่งอาจจะไปสัมภาษณ์ อ่าน ค้นคว้า จนได้องค์ความรู้ แล้วอาจจะทำชิ้นงานอะไรขึ้นมาแบบนี้ก็ได้ โดยไม่ต้องมาใช้กระบวนการวิจัยเต็มรูปแบบวิทยานิพนธ์ 5 บท ทำไมทางการศึกษานี่ จึงติดรูปแบบอย่างเหนียวแน่นจริง ๆ พูดวิจัยก็ต้องนึกรูปแบบวิทยานิพนธ์เป๊ะ 5 บท แบบนี้ เราไม่ได้องค์ความรู้จากการกระทำที่เราเรียกว่าวิจัยแบบ authentic หรอก ในชีวิตที่พ้นจากการทำวิทยานิพนธ์ตามข้อกำหนดรับปริญญาแล้ว เราทำวิจัยในชีวิตจริงได้อีกหลากหลายรูปแบบที่ที่ใช้กระบวนการวิจัย แก้ปัญหา ที่ไม่ใช่แบบ 5 บท ได้อีกมาก และนี่เป็นแก่นแท้ของ การเป็นนักวิจัย มากกว่า กระทรวงศึกษาก็ไปเอา concept IB Program ที่มี IS เอาตามอย่างมหาวิทยาลัย ที่มี IS ที่ใช้แบบผิด ๆ เอามาใช้ใน รร.เสียอีก เราให้เด็กเป็นนักวิจัยแบบแท้จริงได้ จากการสร้างบรรยากาศ วัฒนธรรมการจัดการศึกษาที่เน้นเรื่องนี้อย้่างจรีงจัง เป็นปกติวิสัย ไม่ว่าจะหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล บรรยากาศการบริหารจัดการที่เป็นสภาพแวดล้อมการเป็นนักวิจัยค้นคว้า จะได้ผลมากกว่ามาแค่มีวิชาวิจัยอย่างเดียว แบบนี้มันก็ fake อีกแหละค่ะ ไม่ติดตัวทั้งเด็ก ทั้งครูหรอกค่ะ อย่างในมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน การแยกแผน ก.ว่าเป็นวิจัย แผน ข.ไม่ใช่วิจัย โดยดูแค่ที่มีการทำวิทยานิพนธ์หรือไม่ นี่ก็เป็นเปลือกจริง ๆ ถ้าเราจะสอนให้คนเป็นนักวิจัย คือการเป็นการช่างคิด ช่างค้นคว้า ต้องการหาคำตอบ กับเรื่องต่าง ๆ มีทักษะการแก้ปัญหา นี่ไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษาหรือ แบบนี้ แผน ข. มันก็สอนให้ นศ. เป็นแบบนี้ได้ ไม่ใช่มาตีกรอบแยกเส้นกันที่แค่คำว่า วิชาวิทยานิพนธ์

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2012-10-19 07:29:01 IP : 125.24.233.133



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.