ReadyPlanet.com


6 กลุ่มสาระฯ


อยากให้ทุกคน รู้เท่าทันกับเรื่องที่จะกำหนด หลักสูตร 6 กลุ่มสาระฯ ว่าที่อ้างว่าดูของต่้างประเทศมานั้น มันจะเพี้ยนอีกหรือไม่

ต่างประเทศที่อ้างกันนั้น คือการกำหนดมาตรฐานนั่นเอง ไม่ได้หนีไปจากความคิดเรื่อง SBE แต่เดิมกำหนดมาตรฐานไปตามศาสตร์ หรือ discipline จึงเป็นมาตรฐานคณิต วิทย์ สังคม อะไรแบบนี้ ต่อมาก็มีการกำหนดมาตรฐานในลักษณะที่เป็นบูรณาการศาสตร์ เป็น theme-based std. ซึ่งเขาก็ไม่ได้เลิกเรื่องใช้ศาสตร์หรือ discipline กำหนดมาตรฐาน เขาก็ยังมีมาตรฐานภาษาแม่ ต่างประเทศ คณิต วิทย์ มันเป็นมาตรฐานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง

อยากให้เข้าใจไว้ด้วยว่า การกำหนดมาตรฐาน มันจะกำหนดเป็น discipline หรือ theme ก็ได้ทั้งนั้น ไม่แปลก เมื่อหลายปีก่อน อเมริกายังมีการกำหนด Happiness std. แล้วก็ไม่ใช่ว่า จะมาเป็นหลักสูตร Happiness หรือเกิดรายวิชา happy 1 2 3 ก็ไม่ใช่  อเมริกากำลังตื่นตัวเรื่อง engineer เขาจึงกำำหนดมาตรฐานบูรณาการขึ้นมาเสริม เป็น STEM แต่ไม่ได้ทิ้งกลุ่มสาระที่เป็น discipline ประเทศไทย ส่วนกลางคิดจะกำหนด theme-based std. ไม่ว่ากัน แต่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรฐานที่ส่วนกลางกำหนด แล้วไปเรียกว่ามันเป็นหลักสูตร นั้น มันไม่ใช่หลักสูตร รร.ยังคงทำหลักสูตรที่จะมีวิชาที่เป็นกลุ่มสาระ ต่าง ๆ ได้อยู่ จะมีหลักสูตรที่เอา theme std. เหล่านี้ มาเป็นรายวิชาด้วยก็ได้ สร้างชื่อวิชาขึ้นมาใหม่ของ รร.ก็ยังได้ เพราะเราชอบไปคิดว่า ชื่อกลุ่มสาระอะไร เท่าไร ก็คือจำนวนหลักสูตรของ รร. จำนวนเท่านั้น ซึ่งผิด เมื่อไรจะเข้าใจเรื่องนี้กันให้ถูกเสียทีก็ไม่รู้

หากยังไม่ยอมเข้าใจว่า การกำหนดมาตรฐาน กับการทำหลักสูตร ของ รร. มันคนละเรื่องกันแล้วไซร้ ต่อให้กำหนดมาตรฐานกิ๊บเก๋ แค่ไหน หลักสูตร การเรียนการสอน ประเมินผล ก็เพี้ยนได้ แบบที่เป็นมา และเป็นอยู่ เดี๋ยวประเทศไทย จะมีคนหลายกลุ่ม มาเดินขบวนกันยกใหญ่ วิชาสังคม หายไปไหน เอาภาษาไทยของฉันไปไหน เอาวิทยาศาสตร์ของฉันคืนมา เอา STEM คืนไป แบบนี้ มันจะยุ่งกันใหญ่นะ และ มาตรฐานที่เป็น theme อย่าง STEM เขาก็เน้น ม.ต้น ปลาย นะจ๊ะ ไม่ใช่มากำหนดกันตั้งแต่ประถม เดี๋ยวไปบอก รร. ทำหลักสูตร วิชาเดิม ๆ หายไป เอาชื่อ 6 กลุ่มสาระ ใหม่ มาเป็นวิชา เดี๋ยวลง transcript มันจะสื่อสากลไม่รู้เรื่องนะ ขออย่าเพี้ยนไปอย่างนี้ นะจ๊ะ เจ้าประคู้น ขอดักคอไว้ก่อน

กำหนดมาตรฐานก็มาตรฐาน แต่กรุณาสอน รร. การทำหลักสูตร ให้ถูกต้องด้วย นะ เดี๋ยวชื่อวิชาเดิม ๆ จะสาบสูญไปจากประเทศไทย สื่อกับชาวโลกไม่รู้เรื่องอีก มีรายวิชา STEM เป็นวิชาหลักไปเลย นี่ก็เพี้ยนจากต่างประเทศ นะคะ เขาก็ยังมีวิชาคณิต วิทย์ เทคโนโลยี อยู่ นะคะ อย่าให้ความรู้ผิด ๆ เรื่องการทำหลักสูตรของ รร.เสียล่ะ

ขอบอ้างนักว่าต่างประเทศเขาทำกัน แต่จริง ๆ แล้ว เราเอาอย่างเขา แบบไม่จริง ทุกทีไป



ผู้ตั้งกระทู้ นาตยา :: วันที่ลงประกาศ 2013-06-02 19:24:48 IP : 125.25.174.3


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1660576)

 ขอบคุณอาจารย์สำหรับข้อคิดดี ๆ 
ขอนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อปรับความเข้าใจให้ถูกต้องครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Dr.Kaew วันที่ตอบ 2013-06-10 07:59:22 IP : 202.28.7.67


ความคิดเห็นที่ 2 (1662891)

หากมีโอกาสจะขอนำไปขยายต่อนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พงศธร วันที่ตอบ 2013-07-18 09:46:07 IP : 158.108.78.146


ความคิดเห็นที่ 3 (1663892)

         ตอนนี้กระแสหลักสูตรใหม่..มีแนวโน้มปรับเหลือ 6  กลุ่มสาระฯ และเป็นที่สนใจของคนในแวดวงการศึกษามาก ...ว่ากระทรวงจะลงเอยอย่างไร? กับการปรับหลักสูตรใหม่อีก...กลัวจะเหมือนกับ อ.นาตยา  พูดดักคอไว้เหมือนกัน หากเป็นเช่นนั้นอีก...ก็จบกันประเทศไทย  พอได้อ่านกระทู้ของท่าน อ.นาตยา  ที่ได้ให้ความรู้และเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรในต่างประเทศ ทำให้มีความรู้มากขึ้นอีกค่ะ..อยากให้ท่านอาจารย์นาตยา ให้แนวคิดและสะท้อนการปรับหลักสูตรใหม่มากๆ ค่ะ  จะได้เป็นประโยชน์สำหรับนักการศึกษาบ้านเรา...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วราภรณ์ แก้วสีขาว วันที่ตอบ 2013-08-03 10:08:22 IP : 113.53.103.125


ความคิดเห็นที่ 4 (1663965)

ชอบเรียกสิ่งที่จะปรับอยู่นี้ว่าเป็นหลักสูตรกัน นี่แหละจะเริ่มเพี้ยนตั้งแต่ยังไม่เอาไปใช้ เรียกจนติดปากไปแล้วว่าหลักสูตร 6 กลุ่มสาระ สิ่งที่จะต้องรณรงค์ และสร้างความเข้าใจคือ ถ้าสิ่งที่ กำลังทำอยู่นี้ ไม่ได้เขียนในรูปหลักสูตร แต่เขียนในรูปมาตรฐาน มีตัวชี้วัด ห้ามเรียกหลักสูตร ในความหมายหลักสูตรปกติได้ไหมคะ เพราะมันคือ มาตรฐานหลักสูตร เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ จะสร้างความผิดพลาดมหันต์ในอนาคต เพราะพอไปเรียกว่าหลักสูตร รร.ก็จะไปคิดว่า ต้องสอนตามนี้เป๊ะ ส่วนกลางให้อะไรไปต้องทำตามนั้นเป๊ะ รร.ไม่ต้องคิดแล้ว รูปแบบหลักสูตรอยากได้แบบไหน ไม่ต้องคิดแล้ว เพราะไปตีความว่า ที่ส่วนกลางให่ไป มันคือหลักสูตร

หรือถ้าส่วนกลางต้องการให้มันเป็นหลักสูตรที่ใช้ฉบับเดียวเหมือนกันทั้งประเทศ แบบสมัย 2533 ก็ประกาศออกมาตรง ๆ เลย กำหนดชื่อรายวิชา กำหนดเวลาเรียน จำนวนหน่วยกิต รายวิชาไหนเรียนชั้นไหน เทอมต้น เทอมปลาย เอาแบบนี้เลย จะได้ปฏิบัติกันได้ถูกต้องทั้งประเทศ

อย่าพูด อย่าทำอะไรแบบเหยียบเรือสองแคมกันอีกเลย

นี่เป็นเรื่องที่ควรจะต้องเกาะติด ชาว C&I ล้วนเรียนกันมาเยอะ เห็นมาก็มากแล้ว ต้องช่วย ๆ กันเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ ว่าเขาจะเอาแบบไหนกันแน่ 6 กลุ่มสาระ เป็นหลักสูตร mandated curriculum จริง ๆ หรือมันเป็น มาตรฐานหลักสูตร

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-08-04 07:52:29 IP : 1.4.223.224


ความคิดเห็นที่ 5 (1665433)

 เห็นด้วยกับความคิดเห็น 4 ถ้าต้องการให้เกิดความเป็น unity เป็นรูปร่างหน้าตา ของคนไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ส่วนกลางก็กำหนดมาเลยจะให้

เรียนให้สอนอย่างไร ตั้งแต่อนุบาล ถึงขั้นพื้นฐาน (ม.๖) เหมือนประเทศจีน ให้ส่วนกลางมาตรวจสอบภาคเรียนละ ๑ ครั้งต่อภาคเรียน ทุกวันนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เพราะเปลี่ยนหลักสูตรบ่อย ครูยังใม่เข้าใจ ใช้หลักสูตรยังไม่คล่องแคล่ว จะเปลี่ยนอีกแล้ว เปลี่ยนแค่ตัวหนังสือใช่ไหม  ในทางปฏิบัติ ยังเหมือนเดิม  เปลี่ยนไปทำไม พื้นฐานนักเรียนเราทุกโรงเรียนเหมือนกันหรือไม่  และมีความพร้อมเหมือนต่างประเทศที่ลอกเลียนแบบเขาหรือไม่  อย่าเอาเด็กไปเป็นของเล่น เขาคืออนาคตของชาติ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2013-08-25 22:56:53 IP : 118.174.66.145


ความคิดเห็นที่ 6 (1666775)

 นาฏศิลป์ไทย ก็ถูกตัดออกด้วยใช่ไหมอ่ะ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-09-11 16:29:39 IP : 58.9.149.194


ความคิดเห็นที่ 7 (1666804)

ก็คงจะอยู่ในกลุ่ม society and humanities นั่นแหละค่ะ อยากขอแลกเปลี่ยนความรู้ไว้ที่นี่ นะคะ

ถ้าว่าไปแล้วในแง่องค์ความรู้ต่าง ๆ มันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมหรอก และอยาว่าไม่ต่างในประเทสไทยเลย องค์ความรู้ที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ มันก้เหมือนกันทั่วโลก เหมือนเครื่องปรุงประกอบอาหารในครัวนั่นแหละ เพียงแต่ว่า มาแตกต่าวกันในแง่การมาปรุงแต่งเท่านั้นเอง และฝีมือการปรุงแต่ง ก็ต้องคนบริโภค คือ รร. เด็ก ในแต่ละพื้นที่ หากเรายอมทำความเข้าใจกันว่า มาตรฐานการรเียนรู้อะัไรที่รัฐกำหนดนั้น มันไม่ใช่หลักสูตร แม้ว่าจะเรียกมันว่าหลักสูตรแกนกลางก็ตามเถอะ มันไม่ใช่หลักสูตร เราก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลอะไรกับมัน และสมัยนี้เลิกพูดว่าเอาของใครมา มันพ้นข้ามจุดนั้นไปแล้ว ถ้าเรารู้จักที่จะปฏิบัติกับการจัดการศึกษาในยุคนี้ แบบที่ทั่วโลกเขาทำกัน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่มีปัยหาคือ อย่างที่มี อจ.บางคนโพสต์ไว้นั่นแหละค่ะ ท่าทีปฏิบัติของเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลง นี่แหละคือปัญหา

หลักสูตรที่เขากำลังจะทำ ที่จริงไม่อยากจะเรียกตามเขาว่าหลักสูตร มาตรฐานหลักสูตรที่เขาจะทำ เหมือนเครื่องประดับ เสื้อผ้า ของแต่งตัวสารพัด ที่เขามาวางกอง ๆ ไว้ในตู้ เขาจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของต่าง ๆ บางอันเก่า บางอันใหม่ มาให้เรา เราไม่ได้ใช้ของเหล่านั้นเป็นชิ้น ๆ เป็นอัน ๆ ตามที่เขาให้มา เราต้องรู้จักดีไซน์ออกแบบการแต่งตัวของเราก่อน ว่าเรากำลังจะไปไหน เป้าหมายที่เราจะไปที่เราต้องแต่งตัวนี้ มันคือสถานการณ์ เหตุการณ์ ธุระปะปัง อะไร พอเรารู้เป้าหมายเราแล้ว เราก็จะรู้ว่า เราต้องหยิบอะไรอันไหน มาประกอบกับอันไหน ๆ ๆ เป็นอันว่าเราแต่้งตัวของเราเสร็จเรียบร้อย ตาม กาละเทศะ ที่เราจะไป ความสำคัญอยู่ตรงนี้ และที่เรามีปัยหากัน ก็คือ การไม่รู้จักออกแบบดีไซน์ตัวของเราเองนี่แหละ ถูกรับรู้ให้เอาของที่เขาให้มาใช้แยกกันเป็นชิ้นส่วน

ความพิเศษของเรา ขณะนี้คือ การกำหนดมาตรฐานหลักสูตรของเรา จะเป็น theme-based ทั้งหมด แทน discipline-based แบบเดิม นี่คือความแปลก โดยหลักการ เรายังสามารถที่จะทำหลักสูตร สร้างรายวิชา สร้างหน่วยการรเียนสอนอะไรทั้งหลาย ตามการออกแบบดีไซน์ของเรา เรายังคงมีรายวิชาคณิตศาสตร์แบบเดิมได้ ไม่ใช่บังคับให้มีรายวสิชา STEM เรายังมีหลักสูตร/รายวิชานาฎศิลป์แยกต่างหากได้ ไม่ใช่มาบังคับให้เราต้องมีหลักสูตร/รายวิชา สังคมและความเป็นมนุษย์ ป. 1 2 3........... อะไรแบบนี้ นะคะ เราจะสร้างหลักสูตร รายวิชา หน่วยการรเียน อะไรก็ได้ตามใจเรา เพียงแต่เราไปหยิบมาตรฐาน ตัวชี้วัด ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เอามาแต่งตัวในหลักสูตร รายวิชา และหน่วยการเรียนของเรา หลักการจัดการศึกษาปัจจุบัน มีอยู่แค่นี้เอง สอนให้เราแต่งตัวเอง ออกแบบเอง ดีไซน์เอง อย่ามากำกับการแต่งตัวให้กับเรา ถ้าเข้าใจ และปรนับแก้ ทัศนคติ การกระทำ ตรงนี้ได้ การจัดการศึกษา จะไม่มีปัญหาเลย มันจะสอนให้ทั้ง รร. ครู นร. เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยซ้ำไป แต่ที่ผ่านมา เราไม่ได้รับโอกาสแบบนี้กัน รอดูเขาต่อไป ว่าคราวนี้ เขาจะหยิบยื่นโอกาสนี้ให้กับเราไหม

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-09-12 07:53:28 IP : 180.180.83.75


ความคิดเห็นที่ 8 (1666813)

 จ้าาา แต่พอดี ได้ข่าวมาว่า  วิชาบังคับ จะเหลือแค่ ดนตรี กับทัศนศิลป์  ซึ่งนาฏศิลป์นั้น เป็นเพียงแค่ชมรม เลยตกใจนิดหน่อย  

และถ้าปรับ โครงสร้างใหม่จะพัฒนา การศึกษาได้จริงไหม ถ้าเด็กไทยยังคิดเหมือนเดิม ยังมีวิธีการสอนรูปแบบเดิม  

และอีกอย่าง เด็กในสมัยปัจจุบันนี้ มีความใฝ่การเรียนรู้ มีความตั้งใจที่จะศึกษาหาความรู้น้อยมาก 

ขนาดเรียน 7-8 คาบต่อวัน การบ้านมีให้ทบทวนเยอะ   การศึกษาก็ยังอยู่ในคุณภาพที่ต่ำเลย 

และถ้า ลดเหลื่อ 5-6 คาบ/วัน และการบ้านน้อยลง  คุณภาพของการศึกษาจะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร 

..สำหรับความคิดผมว่า ถึงจะเปลี่ยนใหม่ แต่ยังมีวิธีการสอน วิธีการคิด ไม่มีวิธีการพัฒนาความคิดของเด็ก เราว่าก็ไม่ต่างอะไรกับ เรียนหนัก 

อย่างเคย  ......

..............ขอคำชี้แนะเพิ่มเติม.......................

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-09-12 11:17:07 IP : 58.9.232.194


ความคิดเห็นที่ 9 (1666855)

ที่ดิฉันแสดงความเห็นไป พูดในแง่หลักการของต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ ก็ไม่รู้ประเทศไทย จะเป็นแบบไหนค่ะ แค่ อจ.ว่ามาว่าจะมากำหนดวิชาบังคับโน่นนี่ แบบนี้ก็ผิดแล้วล่ะ เอ! หรือเขาคิดจะทำหลักสูตร mandated curr แบบสมัย 2533 งั้นหรือคะ อจ.ถึงได้ข้อมูลมาแบบนั้น

เห็นด้วยกับที่ อจ.ว่ามานะคะ ปัญหาคือ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเอง มันไม่เป็นจริง แม้แต่โครงสร้างหลักสูตรที่ อจ.ว่ามา ส่วนกลางก็กำหนด แบบนี้มันจึงไม่ใช่กระจายอำนาจ ถ้ากระจายอำนาจ ท้องถิน ควรมีเวลาจัดโครงสร้างเอง ถ้าเด็กจะเก่งดนตรี นาฎศิลป์ และ รร. มีจุดเด่นที่จะเป็น รร. เลิศทางนี้ โครงสร้างการเรียนก็ต้องปรับเปลี่ยน แต่ส่วนกลางมากำหนดกรอบไว้หมด ที่จริง อย่างน้อยก็ควรให้ เขตพื้นที่ ดูแลการวางกรอบการศึกษา โครงสร้างของเขาเอง ทั้งหมดอยู่ที่ความเข้าใจในการปฏิบัติกับคำว่า การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น มันเข้าใจไม่ตรงกัน แบบนี้แหละค่ะ ไม่งั้น เด้กเก่ง พละ ศิลปะ ไม่มีวันจะได้ 4 เพราะจำนวนวิชาเรียนก็น้อยกว่า เวลาเรียนก็น้อยกว่า รร. ไม่มีโอกาส สร้างความโดดเด่น เป็นเลิศ ตามแนวของเขา เพราะมากำหนดโครงสร้างเวลาเรียนอะไรจากส่วนกลางไปหมด ส่วนตัวดิฉันเห็นว่า กระทรวง ควรจะลดบทบาทนี้ให้น้อยลง มอบหน้าที่การดูแลไปให้เขตพื้นที่ และไม่ต้องพูดว่าเขตพื้นที่ไม่พร้อม ไม่พร้อมก็ต้องสร้างความพร้อม มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมดูแลให้มากขึ้น พออ้างแบบนี้ก็เป็นเหตุให้ว่าต้องจากส่วนกลางทำให้เป็นแบบนี้ทุกที ต้องมาช่วยกันต่อสู้ กันแหละค่ะ ข้อมูลที่ อจ.ให้มาแปลว่าเริ่มเพี้ยน ๆ เริ่มตัดโอกาสเราอีกแล้วล่ะ วังเวงเน้อะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-09-12 19:59:32 IP : 101.108.55.186


ความคิดเห็นที่ 10 (1666909)

อาจารย์ ค่ะ อาจารย์คิดว่า อะไรที่เป็นเหตุ ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำ ค่ะ วันนี้ฟังข่าว ก็คิดว่าจะได้คำตอบ สรุป ก็ไม่ได้คำตอบ ที่ชัดเจน  

เป็นเพราะหลักสูตร  หรือเป็นเพราะที่ตัวเด็ก  หรือสาเหตุอื่นๆ ค่ะ  ..

**หวังว่าวิชานาฏศิลป์ คงไม่ถูกปลดเป็นแค่ชมรม ไม่งั้นเดือดร้อนไปทั่วหน้าเลย  ทั้งวิทยานาฏศิลป์ ทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนนาฏศิลป์อีก ...กลัวจะตกงาน อิอิอิอิ  

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-09-13 19:44:56 IP : 61.90.95.22


ความคิดเห็นที่ 11 (1666920)

ไม่มีทางหรอกค่ะ ที่เด็กจะไม่ได้เรียนนาฎศิลป์ กลัวไม่ได้รำ มารำที่เกษตรไหมคะ อยากดูจัง อจ.ท่าจะรำสวย ฮิ ฮิ

การศึกษาตกต่ำ คำนี้มันกำกวม นะคะ ร้อยคนพูดคำว่าตกต่ำ เชื่อไหมคะ ไม่เหมือนกันหรอก เพราะใช้มาตรวัด ความคาดหวังกันคนละอย่าง และไม่เคยมาหาจุดร่วมกันว่าเธอต้องการไม่ให้ตกต่ำเรื่องอะไรล่ะ บอกมา ครูกับเด็กจะได้จัดให้ อย่าพูดเหมารวมแบบนี้ อจ.ว่าจริงไหมคะ เอาผล TIMSS, PISA, WEF มาอ้างว่าตกต่ำ แล้วเธอได้เตรียมเด็กไทยสู่การศึกษาสำหรับไปแข่งนานาชาติพวกนี้หรือเปล่าเล่า และเด็กไทยทุกคนต้องมีความสามารถระดับแบบการแข่งขันนานาชาติแบบนี้เท่านั้นหรือ การศึกษาเรายังมีความเป็น local และ national อยู่ด้วยนะคะ กระทรวงรณรงค์เรื่องแบบ local ก็มาก และสารพัดเรื่อง โลภมากไปหมด และไม่จริงจังสักอย่าง แต่วันดีคืนดีเอาเด็กไป global แล้วว่าเด็กแย่ ที่เด็กของเราดีในแง่ local และ national ไม่พูดสักคำ เสียใจแทนพวกครู พวกเด็กเสียจริง

การจัดการศึกษาไทย อยู่ในสำนวนที่ว่า "โลภมาก ลาภหาย" ไอ้โน่นก็จะเอา ไอ้นี่ก็จะเอา แต่ไม่ทำอะไรให้มันเป็นมรรคเป็นผลทีละเรื่องอย่างจริงจังได้เลย สักกะอย่าง นักวิชาการก็ชอบจะพูดเจ๊า๊ะแจ๊ะ สร้างวาทกรรมสวยหรู แต่ในใจฟังแล้วต้องย้อนว่า "แล้วไง" ทำอย่างไรล่ะ เป็นแบบนี้ทุกทีไป

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-09-13 23:07:51 IP : 180.180.90.40


ความคิดเห็นที่ 12 (1667728)

ดิฉันว่าการที่การศึกษาไทยนั้นที่ทุกคนบอกว่าตกต่ำนั้น   ที่แท้จริงอะมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ .........หรือจะแต่ว่าเห็นประเทศโน้นทำดี เลยทำบ้าง จะเป็นคนไทยหัวทอง มันฝืนธรรมชาตินะคะ อิอิอิ  คนที่ไม่ได้เรียนสูงๆ ไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้ ไม่รู้การวิจัย ยังทราบเลยคะว่า ทำไมการศึกษาถึงตกลงซึ่งก็คือ ความจริง

.......อาจารย์คะ พอดีหนูอยู่ในวงการนาฏศิลป์ เมื่อรู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบที่ วิชานาฏศฺิลป์ ถูกปลดแค่ชมรมเลยใจหายคะ ซึ่งชมรมมีก็ได้ไม่มีก็ได้    แล้วทีนี่น่ากังวลเพราะว่า โรงเรียนที่ผลิตนักศึกษาวิชานาฏศิลป์โดยตรงอย่าง เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนนาฏศิลป์ จะเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และก็จะพายกันปิดไปในที่สุด  เพราะไม่มีเด็กมาเรียน เนื่องจากว่า ไม่มีอาชีพรับรอง เพราะส่วนมากแล้ว เด็กที่มาเรียนก็จะไม่พ้นอาชีพครูสอนนาฏศิลป์ส่วนใหญ่

*****และดิฉันมองว่า นาฏศิลป์ นั้น มันมีความสำคัญไม่ได้ต่างไปกับวิชา อื่นเลย มันเป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กนั้นได้ซึบซับได้เรียนรู้ ศิลปะวัฒนธรรมไทยบ้าง เพราะทุกวันนี้กระแสนิยมวัฒนธรรมของต่างชาติเข้ามาจนน่ากลืน เกรงว่าอนาคตอีกไม่นานจะไม่มีความเป็นไทยหลงเหลืออยู่ ถ้าคนในประเทศเองไม่รักในของตัวเอง  หรือจะมีให้แค่ศึกษาในจดหมายเหตุ เท่านั้นคะ 

****และวิชานาฏศิลป์นั้นคนใน...ท่านใดบ้างที่รู้คุณประโยชน์ของวิชานี้แบบแท้จริง หรือมองแค่ว่าเต้นกินรำกินไม่มีประโยชน์ต่อประเทศ

******สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับประเทศไม่แพ้กันคะ ซึ่งแต่ละประเทศเขาก็มีศิลปะการแสดงเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง**** ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็เตรียมตัวรับการชุมนุมต่อได้เลยคะ อิอิอิอิ 

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-09-25 19:33:59 IP : 110.168.140.152


ความคิดเห็นที่ 13 (1667738)

 เพราะ รร.ถูกปิดกั้น ทั้งข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณต่าง ๆ และนโยบาย ที่คอยแต่จะผลักดัน รร.ทางเลือก เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เท่านั้น เลยทำให้ เด็กที่เก่งทางด้านศาสตร์ทางการแสดง และการกีฬา ต้องไปเรียน "นอกโรงเรียน" ดูอย่างน้องเมย์รัชนก เป็นต้น แต่น่าภูมิใจนะคะ มีเวทีให้แสดงออก แข่งขันกันมากมาย ประสบความสำเร็จแล้ว รวยกว่าพวกเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นไหน ๆ ก็เยอะแยะ เอาเล้ยยย "พวกเราเหล่ามาชุมนุม....." ว่าแต่....ครูนาฎศิลป์ตะโกนเป็นด้วยเร้อะ คริ คริ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-09-25 21:17:56 IP : 101.109.166.0


ความคิดเห็นที่ 14 (1667744)

 5555 แล้วต้องค่อยดู ออิอ ดูเหมือนจะเรียบร้อยแต่ภายนั้น 55 จะบ้าสักแค่ไหน  ทำไมพวกใหญ่ๆ น่าจะมองนาฏศิลป์เข้าไปส่วนลึกหน่อยว่า นอกจากความสวยงามแล้ว อีกมุมหนึ่งก้เป็นการขัดเกลาเด็ก และพัฒนาเด็กให้เป็นคนที่ดีคนหนึ่งได้เหมือนกัน เช่น 

1.ความขยันหมั่นเพียร และความอดทน 
.......ถ้าหากนักแสดงขาดความอดทน และความขยันหมั้นเพียรในการฝึกซ้อมแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่า ความสวยงามนั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างที่เห็น
2.ความตรงต่อเวลา 
........นักเรียนยังต้องเข้าเรียนตรงเวลา พนักงานบริษัทก็เข้างานตรงเวลา นักแสดงทุกคนก็เช่นกัน ต้องมีความตรงต่อเวลา และให้ความสคัญในเรื่องของเวลา ทั้งในเรื่องของการฝึกซ้อม และการแสดงในแต่ละครั้งซึ่งถ้าไม่มีตรงนี้ก็เป็นที่แน่ชัดว่าจะส่งผลกระทบ
3.ความสามัคคี 
.......การเล่นกีฬาประเภททีม ถ้าขาดความสามัคคีแล้ว ก็ไม่สามารถจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ หรือนิทานต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีก็มีอยู่เช่น เศษไม้ชิ้นเดียว สามารถหักได้โดยปลายนิ้ว แต่ถ้าเศษไม้นั้นผูกมัดรวมกันหลายๆ ชิ้นแล้วก็จะกายเป็นท่อนไม้ที่ไม่สามารถหักได้ด้วยมือ 
........ก็เช่นกัน นาฏศิลป์หรือชุดการแสดงที่ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก เช่น ระบำ หรือโขน ถ้าหากขาดสามัคคีแล้ว โขนจะสามารถเล่นได้แบบสมบูรณ์ไหม พระรามจะไม่สามารถขึ้นไปยืนอย่างสง่าผ่าเผยได้ คนที่เล่นเป็นทศกัณฐ์แตกแยก เหล่ายักษ์และลิงทั้งหลาย ที่ยกรบตรวจพล ที่ก็จะไม่มีความพร้อมเพรียงดุไม่เป็นระเบียบ โขน ก็จะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบได้ ฯลฯ 
.ฉะนั้นผู้ที่ดูถูกสายวิชาชีพนี้ว่าเต้นกินรำกิน หรือมองแค่ผิวเผิน ควรจะเปิดตาเปิดใจ และเปิดสมองให้กว้่าง และมองลงไปลึกๆ ว่า สายวิชาชีพนี้ มีส่วนสำคัญไม่แพ้สายวิชาชีพอื่นในการพัฒนา เด็กและเยาวชนให้เป็นคนดีออกสู่สังคมได้เช่นกัน ......

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-09-25 23:24:10 IP : 110.168.140.152


ความคิดเห็นที่ 15 (1667801)

กด like ค่ะ เชื่อเถอะศาสตร์อาจารย์ไม่สูญพันธุ์หรอก ในประเทศ อาจารย์ยังมีแนวร่วมอีกเยอะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-09-26 19:56:02 IP : 101.109.166.0


ความคิดเห็นที่ 16 (1668241)

 อิอิอิ ถ้าเป็นแบบนั้น เดี๋ยวเจอพลัง โจงกระเบนสีแดง  เมื่อไหร่จะเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนส่งเสริมจริงๆจังๆ สักที 

หุ่นสายไปได้ที่ 2 ของการประกวดหุ่นโลก มา 

โจหลุยส์ได้รางวัล ระดับโลก 

นาฏศิลป์ โขน ไปโชว์ที่ยุโรป อีกมากมาย  

ผลการก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ทำไม 

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-10-03 15:58:54 IP : 58.9.51.51


ความคิดเห็นที่ 17 (1668255)

น่าน....ซี

เหลือบเห็นชื่ออาจารย์ ขอแผลง หน่อย  และเอามาต่อข้อความของอาจารย์ ว่า

N่a_Kum_Jung

55555!

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-10-03 20:48:06 IP : 180.180.50.229


ความคิดเห็นที่ 18 (1668306)

อ่านกระทู้นี้แล้ว  ได้ความรู้  ความคิด  มุมมอง  ที่เป็นประโยชน์ยิ่ง  

อยากฝากให้ท่านทั้งหลายที่เรียนมาทางด้านหลักสูตรและการสอน  โดยเฉพาะท่านที่ทำงานอยู่ในวงการศึกษา  ได้โปรดกรุณาใช้ความรู้ของท่านช่วยกันพัฒนา  แก้ไขการศึกษาไทยให้มีความสง่างามมากว่านี้ได้ป่ะอ่ะ...

นอกจากนี้ในเรื่อง มฐ.ใหม่ ของ สพฐ. ที่กำหนดเป็น 6 กลุ่มสาระนั้น  ดังที่ท่าน อ.นาตยา กล่าวไว้  คือ  กรุณาเรียกมันให้ถูกต้องนะคราฟฟฟ  มันเป็น มฐ.  ไม่ใช่ หลักสูตรครับ  และหากว่าท่านต้องการความรู้ เรื่อง  STEM  ก้เข้าไปดูของอเมริกาสิ  โอ้ย...ไม่อยากบอก  เพียบบบบบบบ

หากท่านศึกษาจริงและเอามาใช้จริง ๆ ไม่ใช่้แบบ หัวมังกุ ท้ายมังกร  ก็จะได้ มฐ. ที่ ok. นะคะ......555555

ผู้แสดงความคิดเห็น ชาร์ลีย์ วันที่ตอบ 2013-10-04 09:24:14 IP : 202.29.18.114


ความคิดเห็นที่ 19 (1668826)

 อาจารย์นาตยาคะ  สรุป ข่าว ที่นาฏศิลป์ถูกยุบได้เป็นไปตามนั้นคะ  "ถูกตัดออกแล้ว" โดยคนที่ไม่เห็นความสำคัญของวัฒนธรรม และก็มาทำกับคนที่รักษาวัฒนธรรมได้ 

ท้วง สพฐ.ร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน เหตุใดไม่มีวิชานาฏศิลป์
+โพสต์เมื่อวันที่ : 13 ต.ค. 2556


.....

ครูนาฏศิลป์รวมตัวยื่นหนังสือชี้แจง รมว.ศธ.ปลายเดือนนี้ เตือนเด็กไทยรู้จักแต่วัฒนธรรมเกาหลี-ญี่ปุ่น 

ผศ.ดร.รวิวรรณ วรรณวิไชย คณบดีคณะศิปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผย ภายหลังการจัดเสวนาระดมความคิดเรื่อง ร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่... เหตุใดการศึกษาไทย จึงไร้รายวิชานาฏศิลป์ ว่า ในการเสวนาได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาชี้แจงว่าเพราะเหตุใด ร่างหลักสูตรเฉพาะดังกล่าวถึงไม่มีวิชานาฏศิลป์ ได้รับการชี้แจงว่า จากปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ โดยส่วนหนึ่งพิจารณาจากคะแนนโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment : PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเด็กไทยมีความสามารถด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับ 50 จาก 65 ประเทศทั่วโลก 

ทาง สพฐ.จึงมีความพยายามที่จะยกระดับให้เด็กไทยมีคะแนนใน 3 ด้านดีขึ้น เพื่อให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นสู่อันดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยแต่เดิมมีกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ สพฐ.กำหนดให้เด็กไทยเรียนมี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ดังนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพละศึกษา ศิลปะ การงานอาซีพและเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ 

โดยในร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ ลดเหลือ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ ภาษาและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์ การดำรงชีวิตและโลกของงาน ทักษะสื่อสารและการสื่อสาร สังคมและความเป็นมนุษย์ และอาเซียนภูมิภาคและโลก โดยระบุว่า วิชานาฏศิลป์ จัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์เหมือนวิชาศิลปะ แต่เมื่อดูในเนื้อหาหลักสูตรพบว่า ไม่มีวิชานาฏศิลป์ กลุ่มอาจารย์ทางด้านนาฏศิลป์ จากจุฬาฯ มศว และวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ จึงรวมกลุ่มกันและ ขอตั้งคำถามกับ สพฐ. ว่าเด็กอ่อนการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทำไมจึงไม่ไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด และมันไปเกี่ยวข้องอะไรกับการตัดรายวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรพื้นฐาน ซึ่งมีพื้นที่ตารางสอนในโรงเรียนเพียงแค่ 0.5 หน่วยกิตเท่านั้น 

"วิชานาฏศิลป์ ถือเป็นวิชาที่รักษาวัฒนธรรมของประเทศ ไม่มีประเทศไทยที่เจริญเขาตัดรายวิชานาฏศิลป์ของชาติออกไปเหมือนเช่นประเทศไทย อย่างประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี วิชานาฏศิลป์เสริมสร้างให้ประเทศเขาเข้มแข็ง และสร้างความเสมอภาคขึ้นในสังคมผ่านนาฏศิลป์และศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เขาทำให้เยาชนเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง ก่อนจะเติบโตไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ที่มีความทันสมัยต่อไป มีแต่ประเทศไทยที่ตัดวิชานาฏศิลป์ทิ้ง คนร่างหลักสูตร มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้มากแค่ไหน อีกทั้งในแต่ละสถาบันอุดมศึกษาและวิทยาลัยนาฏศิลป์ก็ยังมีผู้สืบทอดงานด้านนาฏศิลป์อีกเป็นหมื่นๆ ชีวิต แล้วเขาจะทำอย่างไร การรักษาวิชานาฏศิลป์ให้คงอยู่ถือเป็นการรักษาวัฒนธรรมประเทศชาติ และผู้สืบทอดงานด้านนาฏศิลป์ก็เปรียบเสมือนทหารด้านวัฒนธรรม 

ตอนนี้กลุ่มคณาจารย์ นิสิต นักศึกษาด้านศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนาฏศิลป์ รวมตัวกันยื่นหนังสือและขอเข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ ปลายเดือน ต.ค.56 นี้ เพื่อให้ข้อมูลและอธิบายความสำคัญของการเรียนวิชานาฏศิลป์ในโรงเรียน ให้ท่านทราบ ทั้งนี้อยากถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อตัดวิชานาฏศิลป์ออกไปแล้ว ผลคะแนน PISA ของเด็กไทยจะสูงขึ้น และถ้าวันหนึ่งผลคะแนน PISA ของประเทศไทยสูงเยี่ยมติดอันดับ 1 แต่ประเทศไร้วัฒนธรรมประจำชาติ เราจะภาคภูมิใจกันไหม" ผศ.ดร.รวิวรรณ กล่าว 

ด้าน ด.ญ.เจนจิรา กิ่งโคกกรวด นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านทุ่งคาโตนด จ.ชุมพร กล่าวว่า ทุกวันนี้ตัวเองเรียนวิชานาฏศิลป์ สัปดาห์ละ 2 วัน และใช้เวลาพักกลางวันไปฝึกซ้อมนาฏศิลป์ไทยทุกวัน ทำให้ได้เป็นตัวแทนรำในงานต่างๆ ตลอดถึงเข้าร่วมการแข่งขันประกวดนาฏศิลป์ในระดับจังหวัดด้วย ซึ่งการเรียนนาฏศิลป์ทำให้เราเห็นความงดงามของท่วงท่ารำ ความอ้อนช้อย ทำให้เห็นความงดงามของวัฒนธรรมไทยผ่านงานด้านนาฏศิลป์ หาก สพฐ.จะตัดวิชาออกจากหลักสูตรก็น่าเสียดายที่ไม่เข้าใจ 

"หากไม่มีวิชานาฏศิลป์ ยิ่งทำให้เยาวชนไทยห่างจากวัฒนธรรมของชาติมากขึ้นๆ และเยาวชนไทยก็จะรู้จักแต่วัฒนธรรมเกาหลี ญี่ปุ่น สุดท้ายความเป็นชาติไทยก็จะค่อยๆ หมดไป ความรัก หวงแหน และซึมซับวัฒนธรรมไทยก็จะหมดไปเช่นกัน อยากฝากให้ สพฐ.ทบทวนในเรื่องนี้อีกครั้ง" 

 

ที่มา สยามรัฐ

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung วันที่ตอบ 2013-10-13 20:57:03 IP : 115.87.179.211


ความคิดเห็นที่ 20 (1668831)

นี่แหละประเทศไทย คนรู้ก็ไม่ได้ทำ คนทำก็พวกไม่รู้ เป็นอย่างนี้เสมอ

ก็ยังเชื่ออยู่นะว่า ถึงที่สุดแล้ว นาฎศิลป์ยังต้องมี แหง ๆ ประเทศไทยจะประหลาดอยู่ประเทศเดียวในโลก ให้มันรู้ไปสิ

สู้เล้ยยย!

ผู้แสดงความคิดเห็น นาตยา วันที่ตอบ 2013-10-13 21:35:03 IP : 180.180.52.218


ความคิดเห็นที่ 21 (1668838)

 รอคำตอบสิ้นเดือน  

ถ้าไม่ได้คำตอบที่ดี หรือไม่มีเหมือนเดิม  ..

จะเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้ว่า มีบรรดาชาวนาฏศิลป์ ผู้สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมของประเทศไทย ออกมาเดินขบวนประท้วง โดยเอกลักษณ์คือ  "โจงประเบน" หน้า..แน่นอนเลย อิอิอิ  แต่ไม่อยากให้เกิดนะคะ เพราะว่า ไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้สังคม

นาฏศิลป์ไปทำชื่อเสียงในต่างแดนมากมาย แต่กับโดนกระทำเช่นนี้  

อยากเป็นแบบเมืองนอก เป็นฝรั่งแคระหรอคะ 

หรือเป็น ล่อ   ม้าผสมลา  

ไม่มีความเป็นตัวเอง 

ผู้แสดงความคิดเห็น nakumi_jung (loadgaruda-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-13 22:46:46 IP : 115.87.179.211


ความคิดเห็นที่ 22 (1683105)

 เปลี่ยนเร็วๆเลยค่ะ เบื่อกับการมี 8 กลุ่มสาระ แต่งอกประวัติศาสตร์ เป็นกลุ่มสาระเสมอกัน แต่ไม่นับรวมกับ 8 กลุ่ม ไม่ยอมรับว่าเป็น 9 กลุ่มสาระ โอ้ แถมมีวิชาเพิ่มเติม แต่ไม่เอาไปคิดเกรดเฉลี่ย  หรือคิดรวมด้วย ยังไง มั่วไปหมด แย่ตั้งแต่มีสาระประวัติแล้วค่ะ ทำไปได้ เพราะจริง ๆ เดิมมันรวมอยฺ่กับสังคมก็ถูกแล้วร เฮ้อ ผู้หลักผู้ใหญ่กระทรวงเรา เอาตัวรอดดีเหลือเกิน ท่านทักมาคำเดียวก็ให้เพิ่มสาระประวัติ แล้วก็หาทางลงไม่ได้ ไม่ไดิตรวจสอบกันเลยว่ามันมัอยู่แล้ว เดือดร้อนกันหมด

ผู้แสดงความคิดเห็น ศิริ วันที่ตอบ 2014-06-17 12:40:44 IP : 1.47.226.71



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล



Copyright © 2010 All Rights Reserved.